
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แฉขวนการปั่นกระแสโซเชี่ยล มีเดีย

ผู้สื่อข่าวหอข่าวได้สำรวจการใช้งานเว็บไซด์สังคมออนไลน์ หรือโซเชี่ยล มีเดีย (Social Media) พบว่ามีการนำเสนอเนื้อหารูปแบบหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในแต่ละสังคมออนไลน์ คือการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ยอมรับในสังคมออนไลน์หรือ ผู้มีอิทธิพล (Influential) จนเกิดกระแสความนิยมสินค้าบางชนิดมากจนเกิดปรากฏการณ์สินค้าขาดตลาด (อ่านเพิ่มเติมจากบทล้อมกรอบ “ ทำความรู้จัก Social Media” )
จากการที่ผู้สื่อข่าวเฝ้าติดตามบรรดาเว็บไซด์โซเชี่ยล มีเดีย ยอดนิยมของคนไทย อาทิเช่น pantip, mulitiply ,twitter, bloggang เป็นต้น พบว่า มีเนื้อหาไปในทางการสร้างกระแสให้เกิดความนิยม และสนใจสินค้าบริการมากขึ้นจนผิดปกติ ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อไปยังผู้ให้บริการ เว็บไซด์ โซเชี่ยล มีเดีย ต่าง ๆ เพื่อขอข้อมูล
ผู้บริโภคชี้เชื่อเว็บก่อนตัดสินใจซื้อ
นางสาวนาถหทัย อวยพร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ตนเองเป็นคนที่นิยมหาข้อมูลสินค้าก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ โดยจะมีการเข้าเว็บไซด์ต่าง ๆ เช่น pantip,pramool,Jeban เป็นต้น เพราะเห็นว่าในเว็บต่าง ๆ จะมีคนที่เคยใช้มาบอกเล่าประสบการณ์ และมีผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถาม
“เดี๋ยวนี้ หากจะซื้ออะไรซักอย่างเพื่อความแน่ใจก็เปิดเว็บดูรีวิวก่อนเป็นอันดับแรก สบายใจได้แน่นอนค่ะเพราะคนเขาใช้ก่อนมาบอกต่อ ” นางสาวนาถหทัย กล่าว
ด้านนางสาวสุโรจนา ไข่มุกข์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า โดยปกติจะเข้าเว็บFacebook.com เป็นประจำ เพื่อเล่นเกม และสื่อสารกับกลุ่มเพื่อน นอกจากนี้ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า จะหาข้อมูลทั้งด้านบวกและด้านลบ จากเว็บบอร์ดต่าง ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ ล่าสุดตนตัดสินใจซื้อรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ที่ผิดจากที่ตั้งใจไว้เดิม เพราะยี่ห้อที่ตั้งใจจะซื้อแต่แรก มีคนเขียนไว้ว่าไม่ดี และผู้เชี่ยวชาญในเว็บหลายคนบอกเป็นส่วนใหญ่ว่ายี่ห้อหนึ่งนั้นดีกว่า
ด้านนายเชลงพจน์ ภูมาศ อาชีพเภสัชกร เปิดเผยว่า ตนจะตัดสินใจซื้อสินค้าในปัจจุบัน จำต้องมีข้อมูลจากหลาย ๆ ด้าน ในอดีตจะใช้ข้อมูลจากคนใกล้ตัว หรือคนรู้จักที่เคยใช้มาบอกให้ฟัง แต่ปัจจุบันหากจะซื้อสินค้าหรือบริการสักอย่าง ก็เกรงใจที่จะโทรถามคนสนิทที่เคยใช้จึงเลือกที่จะไปโพสต์ถามในเว็บสังคมออนไลน์ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยตอบอยู่และยังมีคนที่เคยใช้มาแสดงความคิดเห็นให้อีกด้วย เช่น Pantip,Bloggang,Exteen,Multiply
“มันเป็นเรื่อง สะดวกมากครับ อยากได้อะไรสักอย่างถ้าไม่แน่ใจในคุณภาพก็จะไปโพสต์ถามในเว็บ รอนิดเดียวก็มีคนมาช่วยตอบแล้ว ดีตรงที่ไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นเขา” เชลงพจน์ กล่าวทิ้งท้าย
พันทิปฯ ชี้ปั่นกระแสสินค้ามีจริง
นายวรพจน์ หิรัญประดิษฐกุล ผู้ประสานงานฝ่ายเว็บบอร์ด(Webboard Co-ordinator) ของเว็บไซด์เว็บพันทิป ดอทคอม (pantip.com) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการปั่นกระแสสินค้าโฆษณาบนเว็บไซด์โดยเฉพาะเว็บบอร์ดจริง โดยจะมีการโพสต์หรือนำเสนอข้อความที่เหมือนการแนะนำสินค้า ประเภทใช้ดี แล้วบอกต่อ หรือที่เรียกกันว่า การรีวิว (Review)สินค้า จนเกิดกระแสให้นักท่องเว็บ ที่ศึกษาหาข้อมูลบนเว็บบอร์ด สนใจ คลิกเข้ามาดู จากนั้นนักปั่นกระทู้ จะมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ชื่อล๊อคอิน (Login)ที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดกระแสคนเข้ามาติดตามอย่างมากมาย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้า
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการสร้างกระแสละคร ภาพยนตร์ โดยการตั้งหัวข้อกระทู้เพื่อแสดงความน่าสนใจของละคร ภาพยนตร์นั้น ๆ โดยมีหน้าม้า ซึ่งเป็นทีมงานที่จะใช้ชื่อล๊อคอินไม่ซ้ำกันมาโพสต์แสดงความคิดเห็น ให้มีปริมาณมากจนติดอันดับกระทู้แนะนำในเว็บบอร์ดเพื่อแสดงถึงความนิยม วิธีการการตรวจสอบบรรดานักปั่นกระทู้นั้นทำได้โดยง่ายคือ ตรวจสอบหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์(IP Address) ของบรรดารายชื่อผู้โพสต์ที่หลากหลายนั้น จะมาจากหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกัน (อ่านเพิ่มเติมจากบทความ “นักสืบออนไลน์ เบาะแสเด็ดสู่ข่าวสืบสวน”)
สร้างกระแส 300 คนในกระทู้เดียว
ผู้สื่อข่าวเฝ้าสังเกตการณ์ พฤติกรรมของบรรดานักโพสต์กระทู้ในเว็บpantip ที่ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวพบว่าส่วนใหญ่ชื่อผู้ใช้งาน (Username) ตามข้อมูลที่แหล่งข่าวแนะนำมามักโดนลบออกจากระบบเว็บไซด์แล้ว เพราะผู้ดูแลเว็บและสมาชิกตรวจสอบแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นข้อมูลโฆษณาแฝง และสร้างกระแสของสินค้า
ขณะที่อีกหัวข้อกระทู้หนึ่งที่พูดถึงภาพยนต์ที่กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนต์ติดต่อกันหลายวัน ในลักษณะที่คนที่ไปดูมาแล้วดี เช่นขึ้นหัวข้อ กระทู้“ไปดูมาแล้วหนังเรื่อง...ฉากทะเล กับท้องฟ้าสวยมาก ดูแล้วมีความสุข อยากให้ทุกคนพาคนที่รักกันไปดู” โดยที่หัวข้อเหล่านี้ถูกนำเสนอขึ้นจำนวนมาก และติดต่อกัน จนสมาชิกในเว็บบอร์ด เริ่มสังเกตว่า เป็นการปั่นกระแส จนเกิดกระแส ต่อต้านตามมา จนมีคำสั่งจากทางเว็บบอร์ดว่าห้ามมีการโพสต์หัวข้อเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องดังกล่าวโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าว “หอข่าว” ยังพบว่าบน เว็บ multiply ซึ่งเป็นเว็บแชร์ภาพของสมาชิกคนหนึ่ง ที่แสดงลิงค์ไว้ในเว็บบอร์ดห้องก้นครัว pantip มีการแสดงภาพถ่ายบรรยากาศในร้านอาหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกภาพ ล้วนมีสัญลักษณ์ยี่ห้อเบียร์บริษัทหนึ่งปรากฏอยู่อย่างชัดเจนทีมผู้สื่อข่าวจึง ใช้ข้อมูลคือที่อยู่อีเมลล์(E-mail Address) เพื่อติดต่อขอข้อมูลจากเจ้าของ
“เมเม่” ช่างภาพอิสระ เจ้าของเว็บภาพคนดังกล่าวซึ่งล่าสุดถูก เว็บ pantip ลบข้อมูลในเว็บบอร์ดออกเนื่องจากทางเว็บไซด์เห็นว่าข้อมูลที่โพสต์เข้าข่ายโฆษณา ยอมให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 26ธันวาคม 2552ว่า ตนเป็นช่างภาพอิสระ ที่รับจ้างชิมอาหารตามร้านต่าง ๆ และเก็บภาพมาเขียนติชม บนเว็บบอร์ดได้รับค่าจ้างครั้งละ 2,000-3,000 บาทโดยต้องส่งเว็บเพจหน้าที่ลง กลับไปให้เจ้าของธุรกิจ เพื่อแสดงผลงาน นอกจากนี้ตนได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางบริษัทผลิตเครื่องดื่มประเภทเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง โดยทางบริษัทจัดกิจกรรมพิเศษชักชวนช่างภาพ ให้ส่งรูปเข้าประกวด เพื่อจะได้โอกาสเข้าร่วมกิจกรรม ชิมอาหารและเบียร์ฟรี พร้อมเงินรางวัล โดยจะต้องมีการถ่ายรูป เพื่อไปลงในเว็บบอร์ดพร้อมเขียนบรรยายบรรยากาศ นอกจากนี้ตนยังทำหน้าที่ ในการช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทเบียร์ผ่านโซเชี่ยล มีเดีย ต่าง ๆ
กูรูมือถือพุ่งเป้านักท่องเว็บ
นายชัยวัฒน์ ฉันทสกุลเดช หรือที่รู้จักกันในนามCookieCompany (คุ๊กกี้คอมพานี)ชื่อผู้ใช้งานบนเว็บบอร์ด pantip ในฐานะผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูด้านสัญญาณและโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่า ช่องทางการโฆษณาบนเว็บบอร์ด ถือเป็นช่องทางที่บริษัทโทรศัพท์มือถือหลายรายให้ความสนใจ โดยบริษัทเหล่านี้จะพุ่งเป้าไปที่ บรรดานักท่องเว็บ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและและมีชื่อเสียงโด่งดังหรือกูรู ที่มีผู้ติดตามงานเขียนบนเว็บบอร์ดจำนวนมาก โดยบริษัทเหล่านี้จะมอบสินค้าเช่นโทรศัพท์มือถือ ให้บรรดา กูรูหรือผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้ฟรี และมอบกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแก่บรรดากูรูเหล่านั้น เพื่อแลกกับการ เขียนข้อความ หรือบทความบนเว็บบอร์ด และคอยตอบคำถามแก่ นักท่องเว็บอื่นที่สนใจสินค้านั้น
คุกกี้คอมพานี ยังกล่าวต่อว่า บางบริษัทมือถือติดต่อมายังบรรดากูรูโดยตรง ขณะที่บางบริษัทเลือกที่จะติดต่อผ่านบริษัทผู้แทนโฆษณา หรือเอเจนซี่ และบริษัทเอเจนซี่จะเป็นผู้ติดต่อสืบหากูรูมาทำงานตามเป้าหมาย โดยช่วงที่ตนเป็นที่นิยมบนเว็บบอร์ด และคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ในงานเขียนบนเว็บบอร์ด ช่วงเวลานั้นสามารถสร้างรายได้เป็นเงินหลักแสนบาทต่อเดือน ซึ่งขณะนั้นยังศึกษาอยู่ระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่2เท่านั้น
ด้านนายนันทพงศ์ จงประทีป นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่าตนเป็นกูรู ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนในด้านโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็มีบริษัทมือถือ ติดต่อมาให้ทดลองใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ที่กำลังจะวางตลาด โดยให้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของเครื่อง เพียงแค่ไปเขียนรายละเอียดสนับสนุนเกี่ยวกับเครื่องที่ใช้ ลงบนเว็บไซด์ โซเชี่ยล มีเดีย ต่างๆ และคอยเพิ่มข้อคิดเห็นต่างๆ แก่ผู้สนใจ นอกจากนี้ ตนยังมีหน้าที่นำ เว็บไซด์ ที่เป็นรายละเอียดของสินค้ามา โพสต์ไว้เพื่อให้ผู้สนใจติดตามต่อในเว็บบล็อก และเว็บของบริษัทเจ้าของสินค้า
ด้านนายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน โซเชี่ยล มีเดีย ถือว่าน่าสนใจในมุมมองนักโฆษณา แม้ปัจจุบันผลวิจัยจะชี้ว่า มีประชากร 12ล้านคน ที่นิยมเสพข้อมูลทาง โซเชี่ยล มีเดีย แต่เชื่อว่าภายในเวลา 3ปีข้างหน้า ประชากรส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ทเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างแน่นอน
นายวิทวัส กล่าวอีกว่า การทำโฆษณาแฝงบน โซเชี่ยล มีเดีย ถือว่าไม่เป็นเรื่องผิด หากแต่ต้องพิจารณา ที่เนื้อหาว่าบิดเบือนความจริง และบรรยายสรรพคุณเกินความจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าผิดจรรยาบรรณนักโฆษณา แต่เพราะขอบเขตของจรรยาบรรณโฆษณาไม่อาจควบคุมถึง เพราะมีจำนวนนักโฆษณาหลายคน ที่ไม่รู้ถึงจรรยาบรรณเหล่านี้ และมีอีกหลายคนที่รู้แต่ก็เจตนาทำ จึงยากที่การควบคุมทางจรรยาบรรณโฆษณาจะดูแลได้ทั้งหมด
มีเดียมอนิเตอร์ จวก กฎหมายไม่เข้มพอ
นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม( MEDIA MONITOR: MM )หรือมีเดีย มอนิเตอร์ กล่าวว่า กรณีการโฆษณาแฝงบน โซเชี่ยล มีเดีย ต้องพิจารณาที่ตัวสารว่าบิดเบือน หรือหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นกรณีเช่นนี้ก็ถือว่าผิดในเรื่องของจริยธรรมทางธุรกิจ
ผู้จัดการวิชาการฯ กล่าว
2. hi5
3. Blogger.com(blogger.com)
4. hi5.com (facebook.com)
5. exteen (exteen.com)
(ข้อมูลจากเว็บไซด์จัดอันดับ: http://www.alexa.com/)
ใครรู้จัก กูรู บนโลกออนไลน์บ้าง...
กูรู ทำอะไรบน Social Media
กูรู กับการ รีวิว
เครื่องมือการทำงานของกูรู เนื่องจากบรรดากูรูต่างโด่งดัง มาจาก Social Media แต่ด้วยข้อจำกัดของ เว็บ Social Media บางเว็บที่ไม่สามารถตกแต่งให้สวยงามหรือน่าสนใจ เช่น twitter ,webboard .. แต่เว็บเหล่านี้กลับมีผู้ใช้บริการมาก และกูรูเองก็โด่งดังมาจากเว็บเหล่านี้ ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการทำงาน บรรดากูรูจึงใช้ เว็บไซด์เหล่านี้เป็น “เว็บประตู” และจะเขียนข้อมูล แบบไม่ละเอียดมาก จากนั้นจะทิ้ง ลิงค์ของเว็บไซด์ Social Media ที่เป็นรายละเอียดเอาไว้ ให้คนตามต่อ เช่น เว็บส่วนตัว, เว็บบล๊อค, เว็บไดอารี่ เป็นต้น
กูรูได้อะไรเป็นผลตอบแทน
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แฟชั่นเลี้ยงปลาทะเลเถื่อน ขายเกลื่อนเจเจ
5 อันดับปลาทะเลยอดนิยม
ซากปลาสวยงามที่ตายเพราะน้ำมือมนุษย์
เส้นทางการจับปลาทะเลสวยงามจากการลงพื้นที่สำรวจ สวนจตุจักรซึ่งเป็นแหล่งขายปลายอดนิยมที่ผู้เลี้ยงนิยมไปซื้อปลาทะเลสวยงาม พบว่า มีร้านค้าที่เปิดขายปลาทะเลสวยงามประมาณ 28 ร้านค้า ซึ่งแต่ละร้านจะมีขายปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศ และสั่งจากทางใต้ของประเทศไทยโดยปลาที่มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงกว่าปลาในประเทศไทย
เกษตรศาสตร์ และแฟนพันธุ์แท้ทะเลไทย ปี 2546 กล่าวถึงกรณีการลักลอบจับปลาทะเลสวยงามว่า ส่วนใหญ่เป็นการจับมาอย่างผิดกฎหมาย เพราะแนวปะการังที่อยู่อาศัยของปลามักจะอยู่ในเขตพื้นที่อุทยาน ทั้งในไทยและต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะทางการท่องเที่ยวที่สูญเสียมาก ถ้าไม่มีปลาเหล่านี้นักท่องเที่ยวก็เลิกสนใจจะดำน้ำ เปรียบเสมือนการทุบหม้อข้าวตัวเอง
ดร.ธรณ์กล่าวต่อถึงการจับกุมดำเนินคดีว่า มีการจับกุมและตรวจตรามากขึ้นในเรื่องของการลักลอบจับปลาทะเลสวยงาม ส่วนการจับกุมมักจะจับได้ในเขตอุทยาน เขตผิดกฎหมาย หรือจังหวัดที่มีการจำกัดเขตสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ที่ได้มีการจับเป็นจำนวนมาก แต่กฎหมายก็มีช่องโหว่คือ ต้องจับกุมขณะที่กระทำความผิด โดยจะเป็นการยึดของกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อประมง และ ปลา ที่จับมาได้
ดร.ธรณ์กล่าวต่อว่า การจับปลาเป็นเหมือนการทรมานสัตว์ ทำให้ปลาเกิดความเครียดไม่กินอาหารและเสียชีวิต กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เลี้ยง เพราะปลาบอบช้ำจากการจับที่มีการใช้ยา และอวนในการจับปลา ต้องใส่ถังไว้ 7 – 8 วันกว่าจะเข้าฝั่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับการออกไปจับในแต่ละครั้ง ปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้เลี้ยงก็คือ ไม่มีเงินทุนมากพอ การเลี้ยงปลาทะเลต้องมีการเซ็ทระบบตู้ปลา ควบคุมอุณหภูมิ ความเค็ม ค่าอาหาร การหมุนเวียนของน้ำ กรองโอโซน จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก การเลี้ยงปลาไม่ได้แปลว่าผิด แต่จะเลี้ยงอย่างไร เลี้ยงแบบอนุรักเพาะพันธุ์ หรือว่าตายแล้วซื้อใหม่ ขึ้นอยู่ที่จรรยาบรรณของผู้เลี้ยง
รองคณบดีกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขในขณะนี้คือการแยกคนดีออกจากคนไม่ดี เพราะคนรักปลาเลี้ยงปลาจริงก็มีมาก ไม่ทำผิดกฎหมายพร้อมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ คนที่ไม่ดีก็มีอยู่ เหมือนกับอะควาเรี่ยมที่ดี ย่อมยอมลงทุนมากเพื่อการเลี้ยงปลา แต่อะควาเรี่ยมที่เลี้ยงปลาไม่เป็น พอปลาตายก็ซื้อปลาใหม่ ง่ายกว่าพยายามจะรักษาปลา เพราะการรักษามีค่าใช้จ่ายสูง เช่นเดียวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เรื่องดีก็มีเยอะแต่กลับถูกเหมารวมกันหมดว่าไม่ดี สิ่งที่ควรทำในอนาคตคือการแยกปลาเน่าออกจากเข่ง
ปลาถูกจับอัตราตายสูง
นายสหภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เลี้ยงปลาทะเลสวยงามต้องศึกษาหลายด้าน อันดับแรกคือคุณภาพของน้ำ ปลาทะเลจำเป็นต้องใช้น้ำตามธรรมชาติที่มีมลพิษน้อย ดังนั้นต้องทำให้น้ำในตู้ปลาไม่ให้เกิดของเสีย ระบบบำบัดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้สมบูรณ์ อันดับสองคือความต้องการของปลา ที่มีหลายอย่าง เช่น ปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก ปลาบางชนิดกัดกันเอง ปลาบางชนิดอยู่ได้ด้วยตัวเอง บางชนิดก็ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงอย่างสุดท้ายคือเรื่องอาหาร ปลาบางประเภทต้องกินอาหารเฉพาะ บางประเภทยอมรับอาหารสำเร็จรูป ควรเลือกเลี้ยงปลาที่กินอาหารง่าย
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รุกฆาต : จากลานมะพร้าว สู่ กูเกิ้ลจีน
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา มีหัวข้อหนึ่งที่น่าติดตามบน Twitter ของผู้ใช้ท่านหนึ่ง นั่นคือคุณ@dr_mana ที่ประกาศข้อความว่า “ …ขอประนามการคุมคามเสรีภาพการนำเสนอข่าวของนสพ.ฝึกปฏิบัติ"ลานมะพร้าว"และที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ…”
เมื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม จึงทราบถึงความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย กล่าวคือหลังจากนสพ.ลานมะพร้าวฉบับกำแพงนิวส์ ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติของนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เสนอข่าวผลการหยั่งเสียงในมหาวิทยาลัยถึงคะแนนนิยมต่อผู้ที่จะเป็นอธิบการบดีคนใหม่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติประเทศไทย ก่อนหน้านี้หลายคนคงมีโอกาส ได้ติดตามกรณีที่คล้ายคลึงกันของหนังสือพิมพ์ จันเกษมโพสต์ และอีกหลายฉบับในหลายมหาวิทยาลัย ที่โดนถางความคิดที่มีอิสรภาพ จนโล่งเตียน
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
‘ เวียนวัว ’ ทัวร์งานบุญ หนุนการค้าฆ่าเสรี

.jpg)
‘ บาปในรอยบุญ ’ สิ่งที่มองเห็น คนอื่นอาจไม่เห็น
วัวหน้าเสี้ยม ผิวเกรียมกร้านแดด ยืนให้แสงแผดเผาอย่างเลือกไม่ได้ เมื่อยามที่เจ้าสัตว์สี่เท้าร่างใหญ่ ยืนย่ำอยู่บนรถกระบะคันโทรม รอเวลาปลดปล่อยพันธนาการที่ถูกจองจำจากโรงฆ่าสัตว์ สู่พิธีกรรม ไถ่ชีวิตโค-กระบือ แววตากลมโตดำขับที่หวาดหวั่น หันซ้ายแลขวา มองหน้าผู้คนที่ไม่คุ้นเคย พลางซักถามมนุษย์ด้วยเสียงดัง มอ มอ โดยได้คำตอบที่ปราศจากความเข้าใจ เพราะเราคุยภาษาที่ต่างกัน เสียงเพรียกกึกก้องนั้นจึงดังอย่างแผ่วเบา
มองสิ่งรอบตัว ไม่เห็นถึงความเมตตาจากคนในสถานที่นี้แม้แต่น้อย แม้กระทั่งเด็กสาวตัวจ้อยคอยวิ่งเล่นข้ามรอยร้อยศพแบบไม่รู้สึกรู้สา เด็กตัวน้อยที่จะดำเนินตามรอยพ่อของตนในภายภาคหน้า แลดูสภาพวัวที่ยืนแออัดกันในคอกเรียงคิวสู่ขั้นตอนประหารทั้งที่ไม่ได้ทำผิดประการใด กลับต้องตายเพื่อกลายไปเป็น สเต็ก หรือ ลูกชิ้นเนื้อ และอีกมากมายที่มนุษย์จะสรรหาไปประกอบอาหารเพื่อความสำราญปากท้อง มองวัวที่ยืนอัดกันอยู่ในคอกโสมมนั้น มีแค่ก้านไม้ไผ่ตอกกั้นเส้นตาย ระหว่างความเป็น และการฆ่า ที่มีเศษไขมัน โครงกระดูก และเลือด ที่ยังล้างไม่เกลี้ยงนองอยู่บนพื้น
‘ จากความสงสาร สู่การให้ทานชีวิต ’
คุณพงษ์ชัยทัศน์ วณฺชย์กุล หรือ น้าอ๊อด ผู้ก่อตั้งกองธรรมพระศรีอารย์ (องค์กรเอกชนเพื่อการไถ่ชีวิตโค-กระบือ) และเป็นอุปนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) ได้บอกกับเราว่า โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เกิดขึ้นมาเพราะความสงสาร ด้วยความที่สัมผัสกับวัวและควายมานาน จึงได้เห็นขั้นตอนการฆ่าที่ทารุณ จนทนไม่ได้เลยตัดสินใจตั้งโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ขึ้นมา เพราะหากเปรียบเทียบกับ หมู เป็ ด ไก่ วัว และควายลำบากและทรมานมากกว่า รวมถึงตอนถูกฆ่าเพราะมีตัวขนาดใหญ่
ปัจจุบัน การทำบุญไถ่ชีวิตโค-กระบือ ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลาย อาจเป็นเพราะความง่ายต่อการบริจาค ที่มีกล่องรับเงิน ตามโรงพยาบาล หรือ สถานที่ต่างๆ ให้ผู้คนได้หยอดคนละร้อยสองร้อย บ้างก็จัดกันเป็นโครงการใหญ่โต ให้คนมาร่วมบริจาค บ้างก็กรมปศุสัตว์ บ้างก็ทางโรงฆ่าสัตว์ตั้งสถานที่ให้บริจาคเอง อย่างเช่น โรงฆ่าสัตว์เทศบาลปทุมธานี และ โดยเฉพาะทางวัดที่อินเทรนติดกระแส ในเรื่องนี้
“ ไม่ครับ มูลนิธิที่ลุงทำอยู่ก็มีชาวนาพาลุงไปบ้านโดยตรง แต่ถ้าโครงการอื่นลุงก็เคยได้ยินมาบ้าง ”
สมมติฐานได้กลายเป็นความจริง นอกจาการไถ่ชีวิตโค-กระบือ แล้วมอบให้กับทางเกษตรกรกลับต้องพบการลักลอบนำออกขายเพื่อฆ่าเอาเนื้อ ยังเจ็บไม่เท่าการหลอกลวงคนเช่นนี้เลย
‘พระพะยอมชี้แนะ ใคร่ครวญก่อนนำออกให้ ’
จากการเหนื่อยใจในเส้นทางสายบาป จึงได้เดินทางมาชำระล้างจิตใจ และถือโอกาสถาม พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พระนักเทศน์และนักพัฒนา ต่อด้วยเรื่องของการเวียนวัว ซึ่งท่านได้เปิดฉากบทสนทนาอย่างเข้มข้นว่า “ ชั่ว ! เวรกรรมมันตามเร็ว ดูอย่างวัดกู้ ใช้วัวตัวเดียวนี้แหละ ไถ่ซ้ำไปซ้ำมา จนกรรมตามสนอง เดี๋ยวนี้โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เละมาก คนไปซื้อวัวไม่ได้สนใจดูวัวว่ามันจะเป็นอย่างไร ทางโรงฆ่าสัตว์มันก็เลือกเอาตัวที่เจ็บป่วย หรือ แก่มาให้ พอเลี้ยงไม่ถึงเดือนมันก็ตาย ”
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ตักบุญ ถวายบาป



เมื่อมองตามไปที่ต้นเสียงก็พบรถซาเล้งคันเก่าสีแดงเขรอะคราบสนิม ภายในเต็มไปด้วยกองอาหารบรรจุถุงหลากหลายชนิด เรียกได้ว่าภูเขาลูกย่อมเลยทีเดียว บริเวณรอบรถมีฝูงชนจำนวนหนึ่งห้อมล้อมอยู่ กะประมาณด้วยสายตาน่าจะมีสัก 13-15 คนเห็นจะได้.....
เหตุ...ดับศรัทธา
ในวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ หอข่าว เราตกลงที่จะไปฉลองวันเกิดกันด้วยการไปใส่บาตร แต่เนื่องจากเป็นช่วงการทำงานอย่างหนักของกองบ.ก.หอข่าวเรา โครงการที่ตั้งใจจะไปทำบุญต่างจังหวัด เพื่อของแถมเป็นบรรยากาศดีดี กับภาพติดกล้องสวย ๆ เป็นอันต้องล้มเลิกในทันที
“วัดหลวงพ่อเณร หลังมอนี่แหละ ”
นั่นคือคำตอบของเรื่อง วัดหลวงพ่อเณร หรือวัดพรหมวงศาราม คือจุดหมายของกิจกรรมทำบุญวันเกิดสมาชิกหอข่าวเรา
บริเวณประตูหน้าวัดในซอยประชาสงเคราะห์27 คือจุดวางอาหารบรรจุถุงที่จับจ่ายมาจากตลาดห้วยขวาง สื่อบุญจากความตั้งใจ
7.30 น. กิจกรรมใส่บาตรของเราเสร็จสิ้นลง แต่เพราะทางเดินจากซอยประชาสงเคราะห์ 27ถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มันไกลกว่าทางเดิน จากซอยประชาสงเคราะห์22 เราจึงเดินไปประตูหลังวัด เพื่อกลับมหาวิทยาลัยในทางที่ใกล้กว่า
“ เฮ้ย! เขามุงไรกันอะ ”
ไม่มีเสียงตอบสำหรับคำถาม แต่พลันสายตาของพวกเราก็พบกับคนคุ้นเคยที่เดินออกจากกลุ่มคนเหล่านั้น ‘ป้าหวัง’ หรือนางสมหวัง สดคำปัง พนักงานแม่บ้านของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดินหอบหิ้วถุงขนาดใหญ่ เรียกว่าเดินตัวเอียงมาทีเดียว
“ป้าหวัง ขนอะไรมาเยอะแยะครับ”
“กับข้าวจ๊ะ ซื้อมาจากรถซาเล้งตรงนั้น ”
“โห! แล้วซื้อมาทำอะไรตั้งเยอะ เท่าไหร่ครับนี่ หมดหลายตังค์สิป้า”
“เขาฝากซื้อ แพงที่ไหน ทั้งถุงนี้ 40 บาทเอง เขาเอาของจากบาตรพระมาขาย”
สิ้นเสียงบอกเล่าจากป้าหวัง ผมและเพื่อนเจ้าของวันเกิด จากหน้าสดอิ่มบุญ ก็เปลี่ยนเป็นเฉาลงแบบทันตา จะไม่ให้รู้สึกเฉาลงได้อย่างไรกัน ก็ของที่เราทำบุญกันหน้าวัด ถูกขนย้ายสู่หลังวัด แปรรูปเป็นเงินเข้ากระเป๋าพ่อค้าเสียแล้ว
เริ่มต้นการสืบสวน
จมูกไวต่อข่าว ( a nose for news) คือ 1 ใน 15 ข้อของคุณสมบัตินักข่าวที่ดี จากข้อนี้เอง เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 05.30 น. เป็นอีกปรากฏการณ์ของทีมหอข่าวเราคือการตื่นเช้ามาตามข่าว
6.30 น. ทีมผู้สื่อข่าว “หอข่าว” บนรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างตามท้ายรถตุ๊กตุ๊ก ที่บรรทุกพระสงฆ์ 1 รูปมุ่งหน้าสู่ ตลาดสดห้วยขวาง นาทีนี้สองข้างถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เบ่งบานไปด้วยรอยยิ้มอิ่มบุญ ของพุทธศาสนิกชน ผู้ศรัทธาต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกแววตาต่างมุ่งหวังให้บุรุษผ้าเหลืองนามว่า ‘สงฆ์’ เป็นสื่อกลางส่งต่อแรงศรัทธาสู่พุทธองค์
7.45 น.รถตุ๊กตุ๊กทั้งคันเต็มไปด้วย อาหารจากการทำบุญ จนล้นออกมานอกคัน พระเพียงรูปเดียวกับอาหาร 1 คันรถ มีความเป็นไปได้ต่ำ ที่พระสงฆ์จะสามารถฉันของที่ได้มาจนหมด
ที่วัดหลวงพ่อเณร ทีมนักข่าว “หอข่าว” อีกทีมได้ประจำการณ์รออยู่แล้ว รถตุ๊กตุ๊กคันดังกล่าววิ่งเข้าสู่วัด พุ่งตรงไปยังศาลาหลังวัดในทันที เด็กวัดหลายคนช่วยกันลำเลียงของลงจากรถในทันที ส่วนพระสงฆ์ ก็เดินมาเลือกอาหารพอที่จะฉันและเดินกลับไปที่กุฏิ ทันที
ทีมนักข่าวหอข่าว ยังคงเดินวนเวียนอยู่ในวัด แสร้งว่าเป็นแขกที่มาร่วมงานบวชพระใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวัด ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นางชูจิตร บุญบัญชาโยมอุปฐากประจำวัดหลวงพ่อเณร เธอเล่าว่า
“ ของส่วนใหญ่ที่ได้จากการบิณฑบาตรนั้นพระท่านจะยกให้ เด็กวัดเอาไปแบ่งกัน พระเขาหยิบไปแต่พอฉัน ”
เวลา 8.15 น. ภาพที่ทำให้ทีมข่าวทุกคนถึงกับตะลึงคือ เริ่มมีเด็กวัด ซึ่งดูจากอายุไม่น่าจะเรียกว่าเด็ก เพราะแต่ละคนอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 30ปี ยิ่งกว่านั้น บางคนยังสวมใส่ชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทุกคนบ้างก็หิ้วกระสอบใส่อาหารถุงจนเต็ม บ้างก็หอบหิ้วถังสังฆทานที่ล้นไปด้วยอาหารจากบาตรพระ
เด็กวัดที่อายุไม่เด็ก ทะยอยเดินออกจากวัดทางประตูหลัง บริเวณซอย ประชาสงเคราะห์ 22 ซึ่งตอนนี้เอง ที่ถึงจุดเฉลยว่าแท้จริงแล้ว อาหารที่ป้าหวัง หอบหิ้วถุงโตจนตัวเอียง ในราคา 40 บาท มีที่มาเป็นอย่างไร
นายจวบ พ่อค้าคนกลาง ที่สวมวิญญาณเสือ(นอนกิน)บนรถซาเล้งคันแดง รอรับของจากบาตรพระซึ่งขนส่งโดยทีมมดงานพันธุ์เด็กวัด ภาพสะท้อนใจ “หอข่าว” ทุกคนอีกอย่างคือ อาหารทั้งกระสอบ ท่าทางการขนส่งที่ไม่อาจเรียกได้ว่าถือ แต่มันคือการแบก
พ่อเสือลายบาปควักเงินเป็นค่าตอบแทนให้มดงานเป็นธนบัตรใบสีแดง อนิจจา อาหารทั้งกระสอบนี้น่าจะจำหน่ายได้ราคากว่าพันบาท แต่กลับแลกเงินได้จริงเพียง 100 บาทหรือ
ผู้สื่อข่าวซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลังหอพักแห่งหนึ่ง และเดินวนเวียนอยู่บริเวณที่มีการขายอาหารอยู่หลายวัน เพื่อเจตนาให้ พ่อค้าคนดังกล่าวคุ้นชินกับหน้าตา จนเข้าถึงวันที่4 ผู้สื่อข่าวพร้อมเทปบันทึกเสียงในกระเป๋าเสื้อ จึงเดินเข้าเป็นหนึ่งในลูกค้าของนายจวบทันที
“ขายยังไงนี่ลุง”
“เลือกเอาเหอะ เอาให้พอใจ ลุงคิดไม่แพง”
ถุงพลาสติก ขนาดกลางและเต็มไปด้วยข้าวปลาอาหาร ทั้งคาวหวาน กว่า 15 ถุง ประมาณราคาตามท้องตลาดน่าจะซัก 200 บาท
“เอาแค่นี้จะพอเหรอ”
ด้วยความที่ผู้สื่อข่าวกลัวว่าเงินที่เตรียมมาจะไม่พอจ่ายค่าอาหาร จึงตอบไปในทันทีว่า
“พอครับ พอแล้ว เดี๋ยวจะกินไม่หมด”
“เอาแค่ 20 บาท”
“ทำไมถูกจังเลยครับลุง”
“ถ้าราคาไม่ถูกใจ ลุงจะขายมาตั้ง 3ปี เหรอ” (ฮ่าๆๆๆ)
เวลา 3 ปีกับรายได้จากธุรกิจศรัทธา อย่างนี้ไม่ใช่หรือที่เรียกว่า ‘บาป’ นายจวบเล่าให้ฟังอีกว่า ตนสามารถสร้างได้จากธุรกิจนี้ กว่า 2หมื่นบาท ต่อเดือน
จะมียี่ปั๊ว(พ่อค้าคนกลาง)ใดในไทยที่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันแต่สามารถสร้างรายได้ กว่า 2หมื่นต่อเดือน
เสียงสะท้อนจากคนหาเช้าไม่พอกินค่ำ
อีกเสียงหนึ่ง ที่ฟังแล้วแล่นเข้าสู่ใจของผู้สื่อข่าวทุกคนในทีมคือเสียงของยายวิบูลย์ กริ่มประโทน สาวร่างเล็กวัยกว่า 70 ปี ริ้วรอยที่ปรากฏอยู่ทั่วร่าง หลังที่เริ่มค่อมลงจากอายุที่มากขึ้น จ้วงมือที่สั่นเทาลงในกอง หยิบยื้ออาหารมาใส่ถุงอย่างเชื่องช้า คิดว่าคงหยิบพอกินทั้งวัน นายจวบคิดราคาให้กับเธอเพียง 5 บาท
ถ้ามองกันเผินๆ นี่คงเป็นความดีเดียวที่เราทุกคนมองเห็นจากพ่อค้าคนเก่งในช่วงเวลานี้ แต่จริงๆ แล้วยายวิบูลย์ ควรได้อาหารบุญนี้ฟรีถึงจะถูก
ยายวิบูลย์ เล่าว่า เธอมีอาชีพเก็บของเก่า อยู่ในบริเวณประชาสงเคราะห์ ทุกเช้าเธอจะมารอซื้ออาหาร ก่อนออกไปเก็บขยะขาย นาทีนี้เรารู้ได้ทันทีว่าผิวดำที่แห้งกร้านของเธอมีที่มาจากอาชีพที่เธอทำ
“ถ้าไม่มีของถูกอย่างนี้มาขาย แล้วยายจะมีข้าวที่ไหนกิน ขายของทั้งวันยังได้ไม่ถึง 20 บาทเลย”
ถ้าไม่มีขบวนการอุบาทว์นี้ 5บาทของยายวิบูลย์ ควรเป็นค่ายาในยามป่วยมิใช่หรือ
ขณะที่นายธนู การประกอบ ช่างก่อสร้างที่มาเลือกซื้ออาหาร ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ตนอพยพครอบครัวมารับจ้างในกรุงเทพมหานคร ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็สูงขึ้น แต่การมาซื้อออาหารราคาถูก ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัวลงได้มาก
เสียงวิพากษ์จากผ้าเหลือง
พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พระนักเทศน์ชื่อดัง แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด จัดว่าเป็น มิจฉาวนิชชา คือ อาชีพที่ชาวพุทธไม่ควรทำ เป็นการค้าขายที่ผิดและไม่ชอบธรรม
“ ของจากการบิณฑบาตร ที่ไม่เอาไปทำประโยชน์ แต่กลับปล่อยให้มีการหากำไรส่วนตัว อย่างนี้พระเอง ก็ไม่สมควรบิณฑบาตรเอามาก ถ้าจะให้ดีควรเอาของที่เหลือจากฉันไปสงเคราะห์ให้คนที่ยากไร้จึงจะดี ”
นอกจากนี้พระพยอมยังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้องโทษที่ประชาชนไร้วิจารณญาณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้วงจรแบบนี้ยังดำเนินอยู่ได้
ด้านพระศรีญาณโศภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า กาญจนาภิเษก ให้ความเห็นว่าบรรดาญาติโยมที่มาใส่บาตร ยังคงได้บุญ เพราะของที่ได้มาเป็นของบริสุทธิ์ ผู้รับและผู้ให้ได้บุญแน่นอน
ในฐานะที่เราทุกคนเป็นชาวพุทธ มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาเดียวในโลกนี้ที่เริ่มต้นวันใหม่ด้วย ‘การให้’ เห็นได้จากเมื่อยามฟ้าสางวันใหม่
คนไทยใจบุญมักเตรียมข้าวร้อนแกงอุ่นมัดถุงรอใส่บาตร อย่างศรัทธาด้วยหัวใจ เพราะพวกเขาต่างมีสำนึกเป็นหนึ่งเดียวกันว่า การตักบาตรเป็นการให้ที่ดีที่สุด เพราะต่างคนต่างได้ ด้วยใจศรัทธา การให้ข้าวปลาอาหารที่ถูกตอบแทนด้วยการให้เป็นพรกลับมา ทำให้ศรัทธาก่อเกิดฝังรากหยั่งลึก เป็นบุญกุศลที่ติดตัวเรื่อยไป
อย่างนี้ถึงจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘บุญ’
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คุณแม่จูเนียร์...ความเหมือนที่แตกต่าง
วัยรุ่นที่พลาดตั้งครรภ์ในวัยเรียนก็ต้องออกจากโรงเรียนนั้นๆหรือโดนบีบให้ออกเพราะสังคมของเรารับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนเด็กที่เกิดมาก็ต้องดูแลไปตามเวรตามกรรม จึงน่าจะมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามาดูแล เพื่อที่เด็กจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนและมีพัฒนาการที่ดี อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ทุกวันนี้สังคมไทยจะมีก็แค่เพียง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
หากเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการตั้งครรภ์สูงสุดเมื่อเปรียบกับวัยรุ่นประเทศพัฒนาด้วยกัน ทางสหรัฐได้มีการผลักดันแผนรณรงค์ระดับชาติและมีการช่วยเหลือวัยรุ่นตั้งครรภ์อย่างจริงจัง ผ่านเว็บไซต์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ภายใต้ความดูแลของรัฐบาลผ่านหน่วยงานต่างๆ อาทิ เครือข่ายสุขภาพวัยรุ่น เอชทีเอ็น(HTN) จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น อีกทั้งยังวางแผนปรับปรุงอนาคต ซึ่งมั่นใจว่าการรณรงค์ส่วนนี้จะช่วยให้เด็กเกิดเสถียรภาพทางครอบครัว
ขณะเดียวกันยังมี ทีเอ็นซี (The National Campaign)หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ ทำหน้าที่ปรับปรุงความเป็นอยู่ของครอบครัว เยาวชน และประเทศ โดยทำหน้าที่ป้องกันปัญหาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติของประชาชน โดยอาศัยสื่อของรัฐ และอิทธิพลผู้นำในแต่ละท้องที่ในการขีดเส้นใต้ขอบเขตของปัญหาพร้อมกับ แจกจ่ายโปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว ติดประกาศตามที่สาธารณะ เพื่อเตือนให้วัยรุ่นตระหนักถึงปัญหา
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีส่วนส่งเสริมให้สถานศึกษามอบโอกาสแก่นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อตามปกติ ได้เช่น Marian Pritchett School รัฐ ไอดาโฮ เป็นโรงเรียนพิเศษสำหรับวัยรุ่นตั้งครรภ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เสริมสร้างทักษะการเลี้ยงดูเด็กที่คลอดอย่างถูกต้องและเหมาะสมอยู่ ด้านกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เน้นทักษะด้านอื่นๆ เช่น การเลี้ยงดูและกฎหมายครอบครัว
ศูนย์ตั้งครรภ์วัยรุ่น เมืองนิวเฮฟเว่น อีกหนึ่งโรงเรียนสำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ มีกำหนดการ ปฏิทินการศึกษา และหลักสูตรตามปกติ ด้านบริการสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพครบวงจร พยาบาลจะเป็นผู้นำด้านความรู้การดูแลตนเองก่อนคลอด ตรวจสอบหมายนัดของแพทย์ ตลอดจนนักจิตวิทยาที่คอยให้คำแนะนำ
ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาทางเลือกอย่างอื่นอีก เช่น โฮมสคูล เดย์แคร์ การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความต้องการของแม่วัยรุ่น
จะเห็นได้ว่าต่างประเทศเขามองปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขและดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ยังคงมองข้ามเด็กและแม่วัยรุ่นที่ประสบกับปัญหา อย่างไรก็ตามการให้ความรู้หรือการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องเพศสัมพันธ์แก่วัยรุ่น จะช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาการมีเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้ รวมถึงเสริมสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบให้แก่เยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นวัยรุ่นในอนาคต และที่สำคัญหากจะมีหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนเข้ามาช่วยดูแลให้คำปรึกษาแก่คนที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนก็จะยิ่งดีไปใหญ่
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
อนาถ ! ปัญหาพ่อแม่วัยรุ่นไร้คนเหลียวแล

อนาถ ! ปัญหาพ่อแม่วัยรุ่นไร้คนเหลียวแล “กุมารแพทย์”เผยเด็กที่เกิดเสี่ยงพิการ รุนแรงอาจถึงตาย แนะต้องให้ความรู้กับคุณแม่มือใหม่ “บ้านพญาไท”เผยยอดเด็กถูกทิ้งเพิ่มรายวัน ด้านศึกษาธิการย้ำโรงเรียนไม่มีกฎไล่เด็กตั้งครรภ์ออกจากโรงเรียน
จากกรณีที่หนังสือพิมพ์หอข่าวปีที่ 18 ฉบับที่1 ประจำวันที่ 11-17 มกราคม 2553ได้นำเสนอเรื่องการตั้งครรภ์ของนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันว่ามีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ อีกทั้งเด็กที่เกิดจากพ่อแม่วัยเรียนบางรายมีความผิดปกติทางร่างกาย ขณะที่บางรายมีอาการพิการทางสมอง ต่อกรณีนี้ผู้สื่อข่าวหอข่าว จึงได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูล และสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง
หมอเด็กเตือนแม่อายุน้อยลูกเสี่ยงชีวิต
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 ผศ.พญ.บุญยิ่ง มานะบริบูรณ์ กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเปิดเผย กรณีวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรว่ามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้สูง เช่น เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ,รกลอกตัวก่อนกำหนด,แท้งบุตร ส่วนทารกในครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกันคือ น้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนด เกิดความพิการทางร่างกาย การเจริญเติบโตและพัฒนาการช้ากว่าปรกติอาจมีปัญหาทางด้านจิตใจและพฤติกรรมตามมา
ผศ.พญ.บุญยิ่งกล่าวว่า มารดาที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปีพบอัตราการเสียชีวิตของเด็กขณะคลอดสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่อายุมากกว่า 20 ปีถึง 5 เท่าขณะเดียวกันเด็กที่คลอดจากมารดาที่อายุน้อยกว่า 18 ปี มีอัตราการเสียชีวิตก่อนขวบปีแรกสูงกว่าเด็กที่คลอดจากมารดาอายุ 19 ปีขึ้นไปถึง 60%
กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่นกล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดของรัฐให้คำปรึกษาในการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นโดยเฉพาะ ดังนั้นคำแนะนำส่วนใหญ่จะเหมือนกับหญิงตั้งครรภ์ทั่วไปได้แก่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารจำพวกโปรตีนธาตุเหล็ก แคลเซียมและพักผ่อนให้เพียงพอ ตนคิดว่าต้องให้ความรู้แก่แม่วัยใสให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและบุตร รวมทั้งให้คำปรึกษาเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนและปลูกฝังให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลังการคลอด ส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก เพื่อสุขภาพร่างกายของเด็กและเป็นการปลูกฝังให้มีความสัมพันธ์แม่ลูก
“ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมหรือไม่ได้วางแผนไว้ก่อน จึงไม่ได้มาฝากครรภ์ มักจะมาโรงพยาบาลเมื่อจะคลอดแล้ว ดังนั้นคำแนะนำสำหรับวัยรุ่นเพื่อให้มีการตั้งครรภ์คุณภาพ คือควรมาฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อรับการดูแลและคำแนะนำในการดูแลตนเองจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ” ผศ.พญ.บุญยิ่งกล่าว
กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่นกล่าวทิ้งท้ายว่า การหลีกเลี่ยงมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้และควรให้ความรู้ คำปรึกษาแนะนำเรื่องเพศศึกษาอย่าปิดกั้น ควรเปิดสอนเรื่องเพศอย่างจริงจังและเปิดเผย อธิบายให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของการคุมกำเนิดและสวมถุงยางอนามัยเพราะจะช่วยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ปัจจุบันยัง ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้เรื่องเพศแก่วัยรุ่นจะมีผลให้วัยรุ่น มีเพศสัมพันธ์มากขึ้นแต่อย่างใด
ผอ.บ้านพญาไทระบุเด็กถูกทิ้งเพิ่มทุกวัน
ด้านนางสาวน้ำค้าง คันธรักษ์ ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไทเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากสถิติของทางสถานสงเคราะห์จำนวนเด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์มีสาหตุมาจาก 1.ครอบครัวยากจน ไม่พร้อมเลี้ยงดู บิดามารดาหย่าร้าง 2.ทอดทิ้งหลังคลอด แม่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แม่อยู่ในวัยเรียน 3.บิดามารดาต้องโทษทางอาญา 4.บิดามารดาอยู่ในสถานสงเคราะห์หรือบุคคลในครอบครัวเลี้ยงดูไม่เหมาะสม
ผู้อำนวยการบ้านเด็กอ่อนพญาไทกล่าวต่อว่า จากสถิติชี้ให้เห็นว่าปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ในวัยเรียนเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพราะจำนวนเด็กกำพร้าเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งอนาคตของชาติไม่สมควรต้องมาอยู่ในสถานสงเคราะห์ทุกคนสมควรมีบ้านมีครอบครัว จากที่ตนได้เข้าไปคลุกคลีกับเด็กที่เติบโตมาจากสถานสงเคราะห์จะเห็นได้ว่าเด็กเหล่านั้นเข้มแข็งและอดทนไม่เคยถามถึงพ่อและแม่ที่แท้จริงแม้แต่ครั้งเดียว
“ เด็กที่อยู่ที่นี่ก็เปรียบเสมือนกับผ้าสีขาว เราจะเติมจะแต้มสีอะไรให้เด็กมันก็ไม่รู้เรื่องหรอก อยู่ที่เราจะเลือกเติมสีอะไรให้กับเขา เด็กๆน่าสงสารเกิดมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรก็ต้องมารับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ”นางสาวน้ำค้างกล่าว
ศธ.เผยไม่มีไล่ออกแถมมีที่รองรับนร.ท้อง
นาย ปัญญา ประเสริฐศรี นิติกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มกฎหมายการศึกษาสำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ในกรณีที่นักเรียน นักศึกษาตั้งครรภ์ในวัยเรียนว่า หลายคนมองว่า เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ในขณะศึกษาอยู่ จะต้องมีบทลงโทษโดยการไล่ออก หรือพักการศึกษาแต่แท้ที่จริงแล้วในตัวบทกฎหมายหรือระเบียบของทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีกฎระเบียบข้อใด ระบุการลงโทษในกรณีลักษณะนี้ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษามัธยมศึกษาทั้งต้นปลาย จะไม่มีการลงโทษโดยการไล่ออกหรือพักการศึกษาเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กเสียสิทธิในการศึกษา
นิติกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มกฏหมายการศึกษาสำนักนิติการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวต่อไปว่า ทุกคนเห็นว่าเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ในวัยเรียน จะต้องลงเอยโดยการถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษานั้นๆ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะตัวของเด็กเองไม่กล้ามาเรียน เพราะอับอายเพื่อนๆและคนรอบข้าง หรือถูกคนอื่นมองด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยามและคิดว่าถึงไปเรียนก็ต้องโดนไล่ออกอยู่ดี จึงตัดสินใจไม่ยอมไปเรียนตามปกติ ทำให้เกิดปัญหา สังคมไทยยังไม่เปิดรับตรงนี้มากพอทำให้เด็กเกิดปมด้อยไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนในสังคม
นายปัญญากล่าวอีกว่า ยังมีทางออกสำหรับคนกลุ่มนี้ที่ไม่กล้าไปเรียนที่สถานศึกษาตามปกติ คือมีสถานศึกษาแห่งหนึ่งและแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดรับนักเรียนที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนหรือมีปัญหามาจากที่อื่นคือ โรงเรียนหนองชุมแสงวิทยา(น.ส.ว.) ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยเปิดรับนักเรียนทั่วประเทศที่มีปัญหามาจากสถาบันเก่า
อาจารย์ร.ร.หนองชุมแสงย้ำให้โอกาสทุกคน
ทางด้านนางวิไลพร ดำสะอาด หัวหน้าโครงการพิเศษ “ น.ส.ว. ขอโอกาส ” ประจำโรงเรียนหนองชุมแสงวิทยากล่าวว่า แรกเริ่มนั้นทางโรงเรียนได้เปิดรับเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนหนองชุมแสงเท่านั้นแต่เมื่อมีการพูดปากต่อปากก็เริ่มมีนักเรียนที่ตั้งท้องและประสบปัญหาอื่นๆมาจากต่างจังหวัดเข้ามาสมัครเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยส่วนใหญ่จะมาจากกรุงเทพมหานครทางโรงเรียนก็จะรับไว้และให้โอกาสกับทุกคนที่อยากแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด มีทั้งดาราชื่อดัง นายแบบ นางแบบ แต่ตนไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้
นางวิไลพรเปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดโครงการในปี 2544 เป็นต้นมามีนักเรียนมาสมัครเรียนทั้งสิ้น 2,435 คนโดยสำเร็จการศึกษาแล้วกว่า 2,000 คน โดยทางโรงเรียนไม่มีนโยบายในการประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดก็ตามเพราะมองว่าโครงการนี้มีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดีหากทำการประชาสัมพันธ์ออกไปอาจจะกลายเป็นดาบสองคม
“ หากพูดถึงมาตรฐานความรู้ทางวิชาการเราอาจมีไม่ถึงเกณฑ์สำหรับนักเรียนเหล่านี้เพราะเรามีบุคลากรไม่เพียงพอแต่การสอนของเราเปรียบเสมือนการหาปลาเราไม่ได้มุ่งเน้นการหาปลามาป้อนกับนักเรียนแต่ครูจะสอนวิธีการหาปลาให้กับนักเรียนทุกคน ” หัวหน้าโครงการ นสว.ขอโอกาส กล่าวทิ้งท้าย

