วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ศัลยกรรมผู้ชาย

แพทย์ศัลยกรรมเผยชายไทยแห่ทำศัลยกรรมเลียนแบบดาราเกาหลี วอนผู้ปกครองชี้แนะ
ด้านนักสังคม เตือนวัยรุ่นควรให้ความสำคัญกับการเรียน ฝั่ง นศ.เชื่อทำแล้วสังคมยอมรับ

จากข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็นเยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี จำนวน 5,074 คนของเด็กดีโพล โดยเว็บไซต์ www.dek-d.com เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ในหัวข้อ “วัยรุ่นกับค่านิยมการทำศัลยกรรมเสริมความงาม” ผลที่ได้พบว่าเยาวชนไทยสนใจทำศัลยกรรมความงามมากถึง 57.77% เป็นเหตุให้มีค่านิยมเกี่ยวกับการศัลยกรรม อีกทั้งยังมีกระแสเกาหลีฟีเวอร์และเมโทรเซ็กชวลปรากฎการทางสังคมที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของบุรุษมากขึ้น


ในเรื่องดังกล่าว นายวีรยุทธ นันทนาท นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เคยรับการศัลยกรรมเปิดเผยว่า ได้ทำศัลยกรรมเพราะต้องการให้มีใบหน้าที่ดูดี การตัดสินใจทำศัลยกรรมครั้งแรกรู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าจะมีปัญหาหลังจากทำศัยกรรมแล้ว แต่เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลและได้รับคำปรึกษาจากเเพทย์ ทำให้ตัดสินใจใด้ง่ายขึ้น

“คิดว่าการทำศัลยกรรมของผู้ชายเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน สังคมเปิดกว้างมากขึ้นบวกกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะทำศัลยกรรม”นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

นายวีรยุทธ กล่าวต่อว่า การทำศัลยกรรมทำให้สังคมยอมรับมากขึ้น เพราะว่าสังคมยอมรับคนที่ดูดีมากกว่าคนที่หน้าตาไม่ดี เช่นคนบุคลิกหน้าตาดี มีโอกาสเข้าทำงานสูงกว่าคนที่หน้าตาบุคลิกไม่ดี หรือดาราเกาหลีและดาราไทยในปัจจุบันที่นิยมศัลยกรรมให้ตนเองดูดีขึ้นเพื่อให้ได้งานในวงการ

“เรื่องที่ดารานิยมทำศัลยกรรม ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจมีคนดูถูกบ้าง แต่จริงๆอยากให้เรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ตนเองมากกว่า สำหรับกระแสที่ดารา-นักร้องนิยมทำศัลยกรรม ผมคิดว่าอาจมีส่วนทำให้วัยรุ่นทำศัลยกรรมตามบ้าง แต่คิดว่าจริงๆแล้วส่วนหนึ่งต้องมาจากความต้องการของผู้ทำศัลยกรรมเองด้วย และสำหรับผู้ที่คิดจะทำศัลยกรรมควรปรึกษาและได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อนทำศัลยกรรม"นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

นายกลวัชร์ เหล่าชัยศรี แพทย์ศัลยกรรมจากดีอาเค คลินิก เปิดเผยถึงเหตุผลที่ผู้ชายในยุคปัจจุบันนิยมทำศัลยกรรมมากขึ้นว่า มีสาเหตุจากปัจจุบันกลุ่มเพศชายต้องการให้ตนเองดูดีและเป็นที่ยอมรับของสังคม และต้องยอมรับว่ามีผู้ชายเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ต่างกับสมัยก่อนที่ผู้ทำศัลยกรรมจะเป็นสาวประเภทสองที่ต้องการแปลงเพศ แต่ในปัจจุบันมีผู้ชายแท้ๆมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

แบบจึงเป็นการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น กระแสจากดาราเกาหลีก็มีส่วนเพียงแค่ทำให้ผู้ชายอยากทำศัลยกรรมมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แนวโน้มที่ทำให้คนอยากศัลยกรรมมาจากหลายสาเหตุ เช่น การทำเพื่อแก้ไขสิ่งผิดปกติ สำหรับการทำศัลยกรรมถ้าสุขภาพร่างกายและใจปกติ มีเงินเพียงพอไม่เดือดร้อนและผู้ปกครองยินยอมก็สามารถทำได้ และผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมควรวิเคราะห์รูปหน้ากับแพทย์อย่างละเอียด บอกสิ่งที่ต้องการและตั้งใจฟังในสิ่งที่แพทย์สามารถหรือไม่สามารถทำให้คุณได้” แพทย์ศัลยกรรมจากดีอาเค คลินิก กล่าว

นายกลวัชร์ ชี้แจงว่า เมโทรเซ็กช่วลคือกลุ่มผู้ชายที่ดูแลตัวเองรักสวยรักงาม รักษาผิวพรรณใบหน้าและการแต่งกายโดยเอาใจใส่เป็นพิเศษมากกว่าผู้ชายปกติ จากแนวโน้มของผู้ชายที่ทำศัลยกรรมมากขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจุบันมีผู้ชายที่มีลักษณะของเมโทรเซ็กช่วลเพิ่มขึ้น มั่นใจมากขึ้นเมื่อได้ทำศัลยกรรม ดังนั้นผู้ชายกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะทำศัลยกรรมเป็นอย่างมาก

นายอรุณ เทวสาย นักสังคมวิทยาสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ แสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจทำศัลยกรรมของผู้ายในปัจจุบันว่า เป็นแนวความคิดจากการตัดสินใจของผู้ชายที่มีความต้องการให้สังคมสนใจตนเอง รู้จักรักและดูแลตัวเองมากขึ้น จะเห็นได้ว่าผู้ชายในปัจจุบันต้องการเป็นที่ดึงดูดต่อเพศตรงข้ามหรือสังคม

“ สำหรับเรื่องที่เป็นกระแสนิยม ผมมองว่าเมื่อมีผู้ที่ทำเป็นตัวอย่างเช่นดารา ก็มีแนวโน้มที่วัยรุ่นชายหรือหญิงจะทำตาม ลักษณะเหมือนเป็นผู้นำทางความคิดซึ่งอาจจะมีส่วนบ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่นั้น ถ้ายังเป็นวัยรุ่นคิดว่าไม่ควรทำเพราะว่ายังอยู่ในวัยเรียน ควรให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก นายอรุณ กล่าว

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เว็บ“นวดกระปู๋”ระบาด




เว็บ“นวดกระปู๋”ระบาดตำรวจระบุยังไร้คนร้องเรียน เตือนผู้ใช้บริการระวังความสะอาดจากหญิงบริการ ชี้ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์50 กระทำอนาจารผ่านอิเตอร์เน็ต สำนักโรคเอดส์เผยเพศสัมพันธ์ทางปากมีโอกาสเสี่ยงติดโรค แนะควรสวมถุงยาง



เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 ผู้สื่อข่าว “หอข่าว” รายงานว่า มีการค้นพบเว็บไซต์ขายบริการทางเพศ โดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการค้าและบริการ ทั้งนี้ในเว็บwww.kapooclub.comยังบอกถึงสถานที่ตั้งของร้านขายบริการรวมมากกว่า 20 ร้าน รวมทั้ง ราคาส่วนลดโปรโมชั่น ในเว็บไซต์ยังมีเว็บบอร์ดที่เปิดให้บริการ แนะนำร้านต่างๆ และในบางครั้งยังมียังมีรูปของหญิงสาวในลักษณะเปลือยกายท่อนบน เป็นการดึงดูดความสนใจอีกด้วย



หลังจากสำรวจเว็บไซต์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเข้าค้นหาผ่าน กูเกิล(google.com) พิมพ์คำสำคัญว่ากะปู๋เว็บไซต์kapooclub.comจะปรากฎขึ้นมาเป็นอันดับแรก ซึ่งภายในตัวเว็บไซต์มีการใช้ภาษาที่เป็นทั้งตัวย่อ และภาษาเฉพาะของเว็บ เช่น นกป.มาจากคำว่า นวดกระปู๋, น้องพลับ คือ การ สำเร็จความใคร่สองครั้ง เป็นต้น และในเว็บไซต์ดังกล่าวเมื่อสมัครสมาชิก ยังมีทั้งแผนที่ของแต่ล่ะร้านรวมถึงวิธีเดินทางไปอย่างละเอียด



ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปอีกว่า เว็บไซต์ดังกล่าวได้มีการเปิดเผยถึงราคา รวมทั้งข้อตกลง หรือโปรโมชั่นตามร้านต่างๆ ซึ่งผู้ขายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ราคาแตกต่างกันออกไปตามเกรดของร้าน ตั้งแต่ 300 – 1,500 ซึ่งร้านมีหลายระดับ ราคา 800 -1,500 บาท เป็นร้านที่ผู้หญิงแนวพริตตี้ราคาจะสูงกว่าร้านอื่นทั่วไป รวมทั้งยังมีการแบ่ง รูปแบบการให้บริการ เช่น ถอดบน ถอดล่าง ถอดหมด ซึ่งเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มไปตามที่ผู้ซื้อขอกับผู้หญิงที่ให้บริการ และยังมีการขายบริการแบบสอดใส่รวมอยู่ด้วยซึ่งมีราคาแพงที่สุด



จากนั้นเมื่อผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นสำรวจร้านนวดกะปู๋ พบว่าการขายบริการรูปแบบนี้มีรูปแบบต่างจากการขายบริการทั่วไปตรงที่ผู้ขายบริการจะใช้มือนวดที่อวัยะเพศของผู้ซื้อบริการ ซึ่งมีทั้งการ นวดน้ำมัน นวดกษัย แล้วแต่ที่ผู้ซื้อบริการต้องการ และร้านในลักษณะนี้มีอยู่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ บางร้านมีหลายสาขา ซึ่งจะเปิดเป็นร้านนวดแผนโบราณบังหน้า มีป้ายโฆษณาเหมือนร้านทั่วไป แต่แอบแฝงการขายบริการทางเพศ



ทางด้าน นาย เอ (นามสมมุติ) ผู้เคยใช้บริการนวดกะปู๋ กล่าวว่า ตนเองเคยซื้อบริการทางเพศหลายรูปแบบ แต่ที่ติดใจและมาใช้บริการนี้บ่อย รู้สึกแปลกใหม่และถึงใจกว่าบริการทั่วไป เพราะเป็นการนวด หรือสัมผัสไปที่อวัยวะเพศโดยตรง ให้ความรู้สึกดีกว่าการซื้อบริการแบบสอดใส่ ถึงต้องจ่ายเยอะกว่า แต่ตนมาใช้เพียงเดือนล่ะครั้ง จึงไม่เป็นปัญหานัก กับเรื่องเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งการนวดกษัยที่ตนชอบไปทำต่างกับการสำเร็จความใคร่ เนื่องจากผู้ขายบริการฝึกให้ผู้ใช้บริการอดกลั้นก่อนที่จะสำเร็จ เป็นการผ่อนคลายมากกว่า



“ในตอนแรกๆก็คิดว่ามันคงเหมือนอาบ อบ นวด ทั่วไป ที่มีถอด ชิ้น สองชิ้น แต่เพื่อนมาบอกให้ไปลองดู บอกว่าเป็นแบบใหม่ ผมเลยไปลองดู ตอนแรกไปนวดน้ำมันก็โอเค แต่พอไปลองนวดกษัยดูผมว่ามันเด็ดกว่าเยอะ เหมือนกับเราไปนวดตัว แต่นี่เปลี่ยนมาที่อวัยวะเพศเท่านั้นเอง มันดีน่ะเวลานวดเหมือนกับได้ผ่อนคลาย ถามว่าต่างกับทำเองไหม ก็ต่างกันตรงที่มีคนทำให้ เราไม่ต้องทำแค่นั่งเฉยๆ” นาย เอ กล่าว




นายเอ กล่าวต่อว่า เมื่อมีร้านเปิดกันเยอะทำให้มีการแข่งขันสูง ร้านแต่ละร้านก็มีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม หากจะไปต้องเลือกร้านที่ไปเป็นประจำ เพราะตนคิดว่าเรื่องความสะอาดนั้นต้องมาก่อน ฉะนั้นควรจะเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และมีบริการที่ครบครัน เนื่องจากการขายบริการถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในเรื่องของความสะอาดย่อมไม่มีคนมาตรวจสอบ การไปใช้บริการทางเพศทุกครั้งจึงควรดูให้ดีก่อน เพราะไม่คุ้มกับความเสี่ยงจากการติดโรค






“ส่วนใหญ่ พอมีร้านประเภทนี้เยอะขึ้น ก็ไม่ค่อยอยากจะไปแล้ว เพราะ บางร้านที่ไปไม่มีคนทำความสะอาด ผมกลัวอย่างเดียวเรื่องความสะอาด ถ้าไม่สะอาดก็ไม่อยากใช้ ใครจะรู้ถ้าน้องเค้าเป็นเอดส์ มันสามารถติดกันทางน้ำลายได้ ถ้าเค้ามาใช้ปากกับผม ผมก็มีสิทธิ์เป็นได้ ยังไงมันก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน” นาย เอ ผู้เคยใช้บริการกล่าว



นาย วิเชียร ทาแกง ผู้ประสานงานโครงการเยาวชน กลุ่มป้องกันทางพฤติกรรมและชุมชน สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กล่าวว่า การขายบริการรูปแบบนี้ มีโอกาสเสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน เช่นโรคหนองใน โรคเริมทางอวัยวะเพศ ที่สามารถติดต่อเมื่อโดนแค่สัมผัสบริเวณที่เป็นเชื้อ แม้จะไม่สูงเท่าการมีเพศสัมพันธ์ปกติ แต่ก็มีโอกาสที่ทั้งตัวผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ เป็นตัวพาหะแพร่กระจายเชื้อได้ ส่วนการสำเร็จความใคร่ด้วยปาก อาจมีโอกาสสัมผัสกับน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดที่มีเชื้อเอชไอวี เนื่องจากเยื่อบุในปากมีความบางอาจมีบาดแผลที่มองไม่เห็นทำให้เชื้อปนเข้ากับบาดแผลได้ น้ำลายเองถือเป็นพาหนะอย่างหนี่ง ถึงความเสี่ยงไม่สูง แต่โอกาสนั้นขึ้นอยู่กับแต่ล่ะกรณีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย



“ช่องทางการติดต่อมันมีหลายทาง น้ำลายเองก็ถือเป็นพาหะเชื้อเอดส์ได้ แต่ในปากก็มีกรดน้ำลายใช่มั้ย มันไปผสมปนเปกับน้ำลายทำให้เชื้อมันเจือจางลงโอกาสก็จะน้อยลง แต่มันก็ขี้นอยู่กับทั้งผู้ซื้อกับคนนวดด้วยว่าเค้ามีแผลหรือเปล่า ทั้งในปาก และตรงอวัยวะเพศ ถึงออรัลกันก็เถอะ การใส่ถุงยางดีที่สุด ” นาย วิเชียร กล่าว



ผู้ประสานงานโครงการเยาวชน กลุ่มป้องกันทางพฤติกรรมและชุมชน สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีกลุ่มพวกผู้หญิงขายบริการที่รวมตัวกันป้องกันเอดส์ และโรคจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เข้าไปให้ความรู้ในเรื่องการใช้ถุงยาง เรื่องความสะอาด แต่ยังคงมีตัวเลขคนติดโรคเอดส์อยู่แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดเป็นกลุ่มวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่มักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยาง ปัจจุบันได้มีมาตรการป้องกันและรณรงค์ เรื่องนี้อยู่มาก ซึ่งส่วนมากจัดขึ้นในช่วงเทศกาล เช่นวันวาเลนไทน์ หรือลอยกระทงเพราะ ตามสถิติเป็นวันที่วัยรุ่น มีเพศสัมพันธ์กันมากที่สุด



“เมื่อก่อนเปอร์เซ็นต์ติดโรคในกลุ่มหญิงบริการค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ลดน้อยลงไปมาก เพราะพวกเขาเริ่มมีความรู้มีการป้องกันตัวเอง กลับกลายเป็นว่ากลุ่มเยาวชนคือกลุ่มที่มีตัวเลขของคนติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีการรณรงค์กันอยู่มีการแจกถุงยางในย่านชุมชน และกลุ่มเด็กวัยรุ่นในโรงเรียน สำหรับเดือนหน้าจะมีแคมเปญในวันวาเลนไทน์ ซึ่งโครงการล่าสุดคือทำสายวัดอวัยวะเพศ เพื่อให้วัยรุ่นรู้ว่าต้องใส่ให้ถูกขนาด ถ้าใส่ใหญ่ไปก็หลวมติดเชื้อเอดส์ได้ ถ้าเล็กไปก็รั่วติดเชื้อ บางคนใส่สองชั้นก็ทำให้แตก ควรใส่ให้พอดีจะดีที่สุด” นายวิเชียร กล่าว



พันตำรวจตรี กัลป์ วงศ์มณี สารวัตรเทคนิคศูนย์เทคโนโลยี กล่าวว่า การเปิดเว็บไซต์ลามก รวมทั้งการโพสต์ข้อความ ตั้งกระทู้ส่อไปในทางลามกอนาจาร ผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ฉบับปี 2550 มาตราที่ 14 ข้อ 4 กระทำอนาจาร รวมทั้งขายบริการผ่านทางเว็บไซต์ทั้งหลายเป็นคำพูด กระทู้ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อม ล้วนแต่มีความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งเว็บไซต์ข้างต้นเข้าข่ายเว็บไซต์ขายบริการ แม้ข้อความอาจไม่ใช่ แต่เจตนาส่อถือว่ามีความผิด ซึ่งทางตำรวจได้มีการตรวจสอบ และอัพเดทฐานข้อมูลเว็บไซต์ตลอด แต่ยังไม่มีการแจ้งถึงเว็บไซต์ดังกล่าวเข้ามา หากตรวจสอบพบและมีการกระทำผิดอย่างที่ว่าจริง จะมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีในชั้นศาล



“ถ้าตรวจเจอก็มีสิทธิ์จับ อาศัยการเก็บล็อค(Log) แต่เว็บพวกนี้ชอบเอาไปตั้งตามเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ เราไม่สิทธิ์เข้าไปตรวจจับ เพราะกฎหมายในแต่ล่ะประเทศไม่เหมือนกัน บางประเทศจะมองเป็นเรื่องปกติก็ได้ แต่ในเรื่องนี้คงต้องตรวจสอบกันโดยละเอียดอีกที ถ้ามีมูลต้องดำเนินคดีกับเว็บไซต์ เราเองก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปตรวจสอบ”สารวัตรเทคนิคศูนย์เทคโนโลยี กล่าว



พ.ต.ต. กัลป์ กล่าวต่อว่า มาตรการป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ลามกทำได้โดยแจ้งไปทางเครือข่ายผู้ให้บริการต่างๆ ทั้ง บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ทรู และอื่นๆ ซึ่งการจัดการขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ล่ะเครือข่าย โดยทางสังกัดของตนและกระทรวงไอซีที มีหน้าที่บล๊อคเว็บไซต์ ที่หลุดรอดพ้นจากสายตาขององค์กรเครือข่ายผู้ให้บริการ รวมทั้ง เว็บไซต์ไซด์ที่เสิร์ชจากกูเกิ้ล ซึ่งปัจจุบัน สามารถบล๊อคได้กว่า 70 % แต่ทุกวันนี้มีเว็บไซต์เหล่านี้ยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางตำรวจและกระทรวงไอซีที จึงได้มีอัพเดทฐานข้อมูลเว็บไซต์เหล่านี้ตลอดเพื่อรับมือ และมีศูนย์รับแจ้งเว็บตลอด 24 ชั่วโมง

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

‘ เวียนวัว ’ ทัวร์งานบุญ หนุนการค้าฆ่าเสรี




คนไทยยืนใต้ร่มเงาพุทธ ต่างศรัทธาและสรรหาการทำบุญในรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองความเชื่อที่ว่า การทำบุญให้ทานสร้างกุศลเป็นหนทางก้าวขึ้นสู่สรวงสวรรค์เมื่อหลังสิ้นลมหายใจ กระทั่งโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถือกำเนิด จึงเกิดเป็นกระแสการทำบุญให้ทานในรูปแบบใหม่ และ กำลังเป็นที่นิยม แพร่หลายในยุคปัจจุบัน


ทว่าการทำทานไถ่ชีวิตโค-กระบือ กลับเป็นที่มาของกระบวนการบาป ในขณะที่สังคมไทยประสบภาวะเศรษฐกิจซบเซา คนบางกลุ่มจึงไม่คำนึงถึงความถูกผิด เพื่อแลกกับเงินตราหาเลี้ยงกาย ด้วยการใช้วัวหนึ่งตัว เวียนไถ่ซ้ำไปในหลายงาน หลอกใช้ความศรัทธาประชาชนเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง อีกทั้งการไถ่ชีวิตที่ไม่ใช่การให้ชีวิตอย่างแท้จริง ...สุดท้ายบั้นปลายของวัวและควายต้องเวียนสู่โรงฆ่าสัตว์อีกครา

‘ บาปในรอยบุญ ’ สิ่งที่มองเห็น คนอื่นอาจไม่เห็น

วัวหน้าเสี้ยม ผิวเกรียมกร้านแดด ยืนให้แสงแผดเผาอย่างเลือกไม่ได้ เมื่อยามที่เจ้าสัตว์สี่เท้าร่างใหญ่ ยืนย่ำอยู่บนรถกระบะคันโทรม รอเวลาปลดปล่อยพันธนาการที่ถูกจองจำจากโรงฆ่าสัตว์ สู่พิธีกรรม ไถ่ชีวิตโค-กระบือ แววตากลมโตดำขับที่หวาดหวั่น หันซ้ายแลขวา มองหน้าผู้คนที่ไม่คุ้นเคย พลางซักถามมนุษย์ด้วยเสียงดัง มอ มอ โดยได้คำตอบที่ปราศจากความเข้าใจ เพราะเราคุยภาษาที่ต่างกัน เสียงเพรียกกึกก้องนั้นจึงดังอย่างแผ่วเบา


‘ แล้วเจ้าวัวตัวเศร้าไปไหน เมื่อการไถ่ได้เสร็จสิ้น ’ จากความสงสัยกลายเป็นความอยากรู้ จึงเริ่มต้นจากต้นตอ ‘โรงฆ่าสัตว์’ สถานที่ตัดสินชะตาชีวิต บรรดามิตรสหายร่วมโลกที่ต้องตายตามรายการสินค้าสั่งซื้อ เป็นอาหารมื้อต่างๆของมนุษย์ อย่างไม่จบสิ้น ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปยังโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีชื่อระบุไว้ ในจังหวัดปทุมธานี


นับจากก้าวแรกที่เดินย่ามกรายเข้าบริเวณโรงชำแหละ กลิ่นสาบมากมายได้ลอยเข้ามาปะทะกับจมูก ฝ่าฝูงชนคนน่ากลัว เดินหวาดหวั่นแสร้งเข้าไปติดต่อขอซื้อวัวกับทางโรงฆ่า โดยสอบถามถึงเรื่องราคา ว่าสามารถซื้อได้ในราคาใดบ้าง


“ 14,000 สำหรับวัวตัวผู้ ” นี้เป็นเสียงตอบกลับมาจากปากพี่ภูเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ขนาดย่อม เป็นที่น่าตกใจว่าราคาสูงริบลิ่วจากมาตรฐานราคาวัวที่แท้จริงจากที่สำรวจมา ดูแล้วตัวนี้อยู่ในราคา 7,000 - 8,000 บาทเท่านั้น ในขณะที่กำลังมองหน้าเจ้าวัวตัวเปรอะเปื้อน ในตาคลอน้ำใส พี่ภูก็เสนอกับเราพลางยิ้มแย้มว่า




“ เอาไปเป็นคู่ซิ เขาไถ่กันเป็นคู่ๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวมันเหงา ” ผู้เขียนได้แต่ส่งยิ้มใจสั่น ไม่ขอตอบอะไรทั้งสิ้น
มองสิ่งรอบตัว ไม่เห็นถึงความเมตตาจากคนในสถานที่นี้แม้แต่น้อย แม้กระทั่งเด็กสาวตัวจ้อยคอยวิ่งเล่นข้ามรอยร้อยศพแบบไม่รู้สึกรู้สา เด็กตัวน้อยที่จะดำเนินตามรอยพ่อของตนในภายภาคหน้า แลดูสภาพวัวที่ยืนแออัดกันในคอกเรียงคิวสู่ขั้นตอนประหารทั้งที่ไม่ได้ทำผิดประการใด กลับต้องตายเพื่อกลายไปเป็น สเต็ก หรือ ลูกชิ้นเนื้อ และอีกมากมายที่มนุษย์จะสรรหาไปประกอบอาหารเพื่อความสำราญปากท้อง มองวัวที่ยืนอัดกันอยู่ในคอกโสมมนั้น มีแค่ก้านไม้ไผ่ตอกกั้นเส้นตาย ระหว่างความเป็น และการฆ่า ที่มีเศษไขมัน โครงกระดูก และเลือด ที่ยังล้างไม่เกลี้ยงนองอยู่บนพื้น


พี่ภูเล่าว่า วัว และ ควายที่ได้มา ตนซื้อมาจากทางอีสาน ตามตลาดนัดวัว ควาย บางทีรับซื้อจากชาวบ้านที่เลี้ยงโคเนื้อเพื่อขายให้กับทางโรงฆ่าสัตว์โดยเฉพาะ ส่วนด้านของคนที่มาขอซื้อวัวเพื่อไถ่ก็มีมาเสมอ และยินดีบริการส่งวัวให้แก่ชาวบ้านหลังเสร็จสิ้นพิธีการไถ่ด้วย ในราคาไม่แพง ผู้เขียนจึงได้แสดงตัวไปว่าสนใจ แต่อันที่จริงคิดว่ามันเสมือนการค้าเสรีอย่างไงชอบกล ที่คนเราอยากทำทานให้ได้บุญด้วยการไถ่ชีวิตโค-กระบือ จากโรงฆ่าสัตว์ กลับกลายเป็นว่ากำลังอุดหนุนธุรกิจพวกเขา เอากำไรคำโตให้เสียมากกว่าการไถ่ชีวิตเหล่านั้น


ปาณาติบาต บาปจากการประทุษร้าย การก้าวล่วงเบียดเบียนชีวิตสัตว์ให้ตกไป ก่อนที่จะถึงกำหนดอายุขัยของตน ตัดรอนชีวิตของสัตว์ให้ตาย และสัตว์นั้นตายด้วยความพยายาม ถึงแม้โรงฆ่าสัตว์จะเป็นธุรกิจการค้าเนื้อประเภทหนึ่ง แต่ก็ดำเนินการไปด้วยความบาป โรงฆ่าสัตว์นั้นจึงไม่มีจิตใจเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ฉะนั้น ความคิดต่อพิธีกรรมไถ่ชีวิตโค-กระบือ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ประกอบการได้เงินมาโดยไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย


จากโรงฆ่าสัตว์ ทำให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ถึงการมีอยู่ของชีวิต เราได้แต่คิดอยากช่วยพวกเขา แต่ไม่อยากสนับสนุนการค้าของเจ้าของโรงฆ่า ได้แต่คิดแบบเด็กๆ ว่าอยากลักลอบแหกคอกให้วัวหนีตอนกลางคืนไปเสีย ซึ่งในความเป็นจริงไม่อาจทำได้ จึงบอกช่วยพวกเขาได้แค่ลมปาก และการกระทำคือการละเว้นจากการทานเนื้อ ซึ้งเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการไถ่ชีวิตโค-กระบือ หากเราไม่บริโภค ก็จะไม่มีรายการสั่งฆ่าไปยังโรงฆ่าสัตว์ และนั้นคือวิถีทางการปลดปล่อยที่แท้จริง

‘ จากความสงสาร สู่การให้ทานชีวิต ’

คุณพงษ์ชัยทัศน์ วณฺชย์กุล หรือ น้าอ๊อด ผู้ก่อตั้งกองธรรมพระศรีอารย์ (องค์กรเอกชนเพื่อการไถ่ชีวิตโค-กระบือ) และเป็นอุปนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) ได้บอกกับเราว่า โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เกิดขึ้นมาเพราะความสงสาร ด้วยความที่สัมผัสกับวัวและควายมานาน จึงได้เห็นขั้นตอนการฆ่าที่ทารุณ จนทนไม่ได้เลยตัดสินใจตั้งโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ขึ้นมา เพราะหากเปรียบเทียบกับ หมู เป็ ด ไก่ วัว และควายลำบากและทรมานมากกว่า รวมถึงตอนถูกฆ่าเพราะมีตัวขนาดใหญ่


ควายบางตัวถูกค้อนปอนด์ทุบเป็นสิบครั้งยังไม่ล้ม เป็นสิ่งที่ทรมานมาก ตัวที่จะถูกฆ่ารายต่อไปก็ยืนดูขาสั่นอยู่ใกล้ๆ ทรมานจิตใจ และน่ากลัว บ้างก็เอาลูกวัวมาทุบหัวแล้วเชือดคอไปเสียบไม้ย่างทำเป็นวัวหันกินแกล้มเหล้า ในงานบวช งานแต่ง งานสำคัญทางศาสนา ไม่รู้ว่าเป็นชาวพุทธประเภทไหนกัน


น้าอ๊อดได้เล่าถึงการเดินทางที่ทรมานของเหล่าวัว ควาย ให้ฟังอีกว่า พวกเขามาจากที่ต่างๆกัน ถูกต้อนขึ้นรถสิบล้อ วิ่งข้ามจังหวัดเป็นระยะทางหลายร้อยกิโล แดดร้อนจ้าอัดมาเหมือนปลากระป๋อง ทั้งร้อน ปวดเมื่อย และ หิวน้ำ บางตัวเชือกที่มัดไว้กับด้านข้างรถสั้นไปจมูกจึงฉีกขาด บ้างก็ล้มลงโดนเพื่อนเหยียบไปตลอดทาง กว่าจะถึงที่หมายตายไปก็มี


เมื่อเวลาที่ต้องถูกต้อนขึ้นรถ เพื่อขนเร่ไปตามตลาดนัด คนเหล่านั้นจะเอาเหล็กทิ่มแทง ไม้ตีขา ไฟฟ้าช็อต ไม่มีคำว่าปราณี ถ้าหากเดินทางมาจากพม่า ลาว หรือ จีน ความทรมานก็ยาวนานขึ้นไปอีก ไม่มีคำว่าเมตตา เพราะจุดหมายปลายทางของพวกเขาไปยังจุดเดียวกัน ...ลงเอยที่โรงฆ่าสตว์นั้นเอง


จากการที่ได้ผ่านการไถ่ชีวิตชีวิตโค-กระบือ มายาวนานกว่า 18 ปี น้าอ๊อดได้มองเห็นความยินดีของเหล่าวัว และควาย จึงทำให้ตนไม่หยุดยั้งการไถ่ชีวิต “ ผมได้ดื่มกินกับความรู้สึกที่งดงามนี้ แปรเปลี่ยนเป็นพลังผลักดัน ให้มโนปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปีแรกที่โรงฆ่าสัตว์จังหวัดชลบุรี ดำเนินต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และขอวิงวอนเพื่อนมนุษย์ทุกคนแทนวัวและควายทุกตัวที่เขาพูดไม่ได้ ว่าหยุดเถิด หยุดกินเลือดเนื้อเขาเสียที เพราะนั้นคือต้นเหตุของความทุกข์ทรมานและการประหัตประหาร ” น้าอ๊อดกล่าว


‘ ไถ่โค-กระบือ กระแสฮิต ... เกิดเป็นพิษต่อสังคม ’

ปัจจุบัน การทำบุญไถ่ชีวิตโค-กระบือ ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลาย อาจเป็นเพราะความง่ายต่อการบริจาค ที่มีกล่องรับเงิน ตามโรงพยาบาล หรือ สถานที่ต่างๆ ให้ผู้คนได้หยอดคนละร้อยสองร้อย บ้างก็จัดกันเป็นโครงการใหญ่โต ให้คนมาร่วมบริจาค บ้างก็กรมปศุสัตว์ บ้างก็ทางโรงฆ่าสัตว์ตั้งสถานที่ให้บริจาคเอง อย่างเช่น โรงฆ่าสัตว์เทศบาลปทุมธานี และ โดยเฉพาะทางวัดที่อินเทรนติดกระแส ในเรื่องนี้


น่าเศร้าที่การติดตามผลจากโครงการทั่วไปไร้ประสิทธิภาพ น้าอ๊อดบอกกับเราว่า เมื่อหลายปีก่อน ได้ฝากฝังการติดตามผลให้กับทางกรมปศุสัตว์ เมื่อได้มอบวัว- ควาย ให้กับทางเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว คนที่ดูแลต่อจากนั้นต้องเป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ คอยรับแจ้งการเป็นอยู่ของวัว-ควาย แต่ปรากฎว่ากรมปศุสัตว์ได้ฝากงานให้กับผู้ใหญ่บ้าน หรือองการบริหารส่วนตำบลคอยดูแล


แต่ด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง จึงทำให้เรื่องติดตามผลความเป็นอยู่ของวัว-ควาย กลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไป ด้วยความที่ต้องรักษาคะแนนเสียงของตนเองไว้ ชาวบ้านจะนำวัว-ควาย ไปขาย หรือ ได้มีการตายเกิดขึ้น เรื่องนี้ก็จะไม่มีคนใส่ใจอะไร


นอกจากนี้ เรื่องที่ชาวบ้านจะนำวัว-ควายไปขายต่อนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะการติดตามผลเป็นไปได้ยาก เรียกว่าไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ เพราะชาวบ้านมักนำวัว และควายไปเลี้ยงตามป่าเขา จึงติดตามได้ยาก ส่วนน้าอ๊อดได้เปลี่ยนไปบริจาคให้ทางโรงเรียนซึ่งสามารถติดตามและรายงานผลได้


ป้าใจ หญิงวัยกลางคนในงานไถ่ชีวิตโค-กระบือ ที่ทางการบินไทยจัดขึ้นมาเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 ได้บอกกับผู้เขียนว่า ตนสงสารวัว อยากช่วยแต่ไม่มีเงินมากพอที่จะไถ่วัวทั้งตัว พอมีโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือจัดขึ้นมา เลยเต็มใจที่จะร่วมด้วย ได้ทำบุญสะเดาะเคราะห์กรรม มีความสะดวกในการทำบุญ และ สบายใจมากขึ้น


ผู้เขียนเชื่อว่ามีคนอีกมากมายคิดเห็นตรงกับป้าใจ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ มากมาย ผุดขึ้นมาเรียกความเมตตาจากคนได้ไม่น้อย โดยไม่คำนึงถึงเรื่องการติดตามผลหลังการไถ่ ว่าโค-กระบือ จะไปยังทิศทางใด เพียงเพราะคิดว่าได้ทำทานไปแล้ว สบายใจได้บุญก็จบกัน


ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ลองถามคนท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรีถึงเรื่องการไถ่ชีวิตโค-กระบือ ซึ่งเป็นที่น่าตกใจ โดยลุงเฉลียว ชาติทอง ได้บอกกับผู้เขียนว่า โครงการไถ่ชีวิตดังกล่าว มีเรื่องของการหลอกลวงแฝงอยู่ โดยการใช้วัวตัวเดิมในการไถ่หลายสถานที่ ที่มีการจัดงานบุญ ซึ่งเป็นการเรี่ยไรเงินซ้ำๆ


“ มันเป็นเรื่องธรรมดา พวกที่มันหากินกับวัด ไม่คิดถึงบุญ บาป อะไรหรอก คิดถึงแต่เงิน ที่จะได้มากกว่า ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ทำอะไรได้เงินก็เอา แล้วไม่มีใครไปเอาผิดมันจะไปเกรงกลัวอะไรกับบาป บุญ ที่มองไม่เห็น ” ลุงเฉลียวทิ้งท้ายไว้ให้คิด


เรื่องดังกล่าวที่ได้ยินมาจากลุงเฉลียว ผู้เขียนจึงได้ปรี่เข้าหา ลุงสุพจน์คนขับรถส่งโค-กระบือ ประจำมูลนิธิบุญยัง เทียมจิต ด้วยลูกไม้เดิมๆที่ว่า จะขอติดต่อไถ่ ชีวิตโค-กระบือ ถามไปถามมาก็เฉไฉเข้าเรื่องที่ว่ามีการเวียนวัวบ้างไหม กลัวทำบุญไปแล้วถูกหลอก ลุงสุพจน์ได้ปฏิเสธทันควัน

“ ไม่ครับ มูลนิธิที่ลุงทำอยู่ก็มีชาวนาพาลุงไปบ้านโดยตรง แต่ถ้าโครงการอื่นลุงก็เคยได้ยินมาบ้าง ”


“ ลุงพอจะบอกได้ไหมคะ หนูจะได้ระวังเอาไว้ ”


“ ลุงคงบอกไม่ได้ แต่มีรถแถวสุพรรณบุรี ที่ไถ่เสร็จจากวัดมาแล้ว มาทำพิธีที่ ที่ลุงทำอยู่ก็มี ”

สมมติฐานได้กลายเป็นความจริง นอกจาการไถ่ชีวิตโค-กระบือ แล้วมอบให้กับทางเกษตรกรกลับต้องพบการลักลอบนำออกขายเพื่อฆ่าเอาเนื้อ ยังเจ็บไม่เท่าการหลอกลวงคนเช่นนี้เลย

‘พระพะยอมชี้แนะ ใคร่ครวญก่อนนำออกให้ ’

จากการเหนื่อยใจในเส้นทางสายบาป จึงได้เดินทางมาชำระล้างจิตใจ และถือโอกาสถาม พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พระนักเทศน์และนักพัฒนา ต่อด้วยเรื่องของการเวียนวัว ซึ่งท่านได้เปิดฉากบทสนทนาอย่างเข้มข้นว่า “ ชั่ว ! เวรกรรมมันตามเร็ว ดูอย่างวัดกู้ ใช้วัวตัวเดียวนี้แหละ ไถ่ซ้ำไปซ้ำมา จนกรรมตามสนอง เดี๋ยวนี้โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เละมาก คนไปซื้อวัวไม่ได้สนใจดูวัวว่ามันจะเป็นอย่างไร ทางโรงฆ่าสัตว์มันก็เลือกเอาตัวที่เจ็บป่วย หรือ แก่มาให้ พอเลี้ยงไม่ถึงเดือนมันก็ตาย ”


ท่านได้กล่าวอีกว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการหลอกลวง เอาเปรียบ เป็นการหาเงินเข้าวัดโดยการโกง ทางพระพุทธศาสนาเขาเรียกว่า อเนสนา คือ การหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรแก่ภิกษุ , เลี้ยงชีวิตผิดสมณะ เช่น หลอกลวงเขา ใช้เงินลงทุนหาผลประโยชน์ ต่อลาภ การให้แต่น้อยเพื่อหวังตอบแทนมาก


เป็นการทำมาหากินจากศรัทธาประชาชนที่ไม่ฉลาด ไม่รอบคอบ หากจะทำบุญควรดูให้รอบคอบ ต้องดูว่าวัดไหน โครงการไหนทำจริง มีการติดตามผลไหม ปัญหาคือประชาชนทำบุญโดยไม่ใช้วิจารณญาณ คนให้เก่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญ แต่สรรเสริญคนที่ใคร่ครวญดีแล้วนำออกให้ “ อย่าไปเชื่อมงคลตื่นข่าว ไม่ทำบุญนอกศาสนา ให้ทำบุญอย่างฉลาด ใคร่ครวญก่อนทำ ” พระพยอมเตือนสติทิ้งท้าย


เมื่อการที่เรามีจิตเมตตา กลายเป็นสิ่งยั่วยุให้กับวงการสายบาป เดี๋ยวนี้ผู้คนร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือ ต้องระวังให้มาก นอกจากการไถ่ไปแล้วเวียนกลับมายังโรงฆ่าสัตว์ ช้ำใจหนักที่เหล่าวัว และควาย ต้องตกเป็นเครื่องมือทำมาหากินของพวก มิจฉาอาชีวะ คือ พวกประกอบอาชีพที่ไม่ถูกไม่ควร หาเลี้ยงชีพในทางทุจริต ผิดวินัย หรือ ศิลธรรม เช่น โกง การหลอกลวง


ประเทศเต็มไปด้วยคนโกง สังคมรายล้อมไปด้วยความลวงหลอก มันล่องลอยอยู่ทุกอณูของอากาศ ใครละที่จะใส่หน้ากากได้ทัน หากยังไม่มีกระแสเตือนภัย เราจึงถูกหลอกก่อนหยั่งรู้เสมอ มนุษย์คุ้นชินและสัมผัสสิ่งเหล่านี้อย่างเลี่ยงไม่ได้จนบางคนเอนเอียงที่จะเป็นเชื้อโรคตามไป และบางคนช้ำหนักเพราะโรคหลอกลวง ใครก็รักษาอาการบาดเจ็บนี้ไม่ได้ นอกเสียจากความจริงที่เราต้องยอมรับ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตักบุญ ถวายบาป







“เอ๊า! หยิบเลย เลือกเลย เอาให้อิ่ม คิดไม่แพงจ๊า...” เป็นเสียงคุ้นหูที่ใครเดินผ่านไปผ่านมา ในซอยประชาสงเคราะห์ 22 บริเวณประตูหลังวัดพรหมวงศารามได้ยินในทุกเช้า

เมื่อมองตามไปที่ต้นเสียงก็พบรถซาเล้งคันเก่าสีแดงเขรอะคราบสนิม ภายในเต็มไปด้วยกองอาหารบรรจุถุงหลากหลายชนิด เรียกได้ว่าภูเขาลูกย่อมเลยทีเดียว บริเวณรอบรถมีฝูงชนจำนวนหนึ่งห้อมล้อมอยู่ กะประมาณด้วยสายตาน่าจะมีสัก 13-15 คนเห็นจะได้.....

เหตุ...ดับศรัทธา

ในวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ หอข่าว เราตกลงที่จะไปฉลองวันเกิดกันด้วยการไปใส่บาตร แต่เนื่องจากเป็นช่วงการทำงานอย่างหนักของกองบ.ก.หอข่าวเรา โครงการที่ตั้งใจจะไปทำบุญต่างจังหวัด เพื่อของแถมเป็นบรรยากาศดีดี กับภาพติดกล้องสวย ๆ เป็นอันต้องล้มเลิกในทันที

“วัดหลวงพ่อเณร หลังมอนี่แหละ ”
นั่นคือคำตอบของเรื่อง วัดหลวงพ่อเณร หรือวัดพรหมวงศาราม คือจุดหมายของกิจกรรมทำบุญวันเกิดสมาชิกหอข่าวเรา

บริเวณประตูหน้าวัดในซอยประชาสงเคราะห์27 คือจุดวางอาหารบรรจุถุงที่จับจ่ายมาจากตลาดห้วยขวาง สื่อบุญจากความตั้งใจ

7.30 น. กิจกรรมใส่บาตรของเราเสร็จสิ้นลง แต่เพราะทางเดินจากซอยประชาสงเคราะห์ 27ถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มันไกลกว่าทางเดิน จากซอยประชาสงเคราะห์22 เราจึงเดินไปประตูหลังวัด เพื่อกลับมหาวิทยาลัยในทางที่ใกล้กว่า

“ เฮ้ย! เขามุงไรกันอะ ”

ไม่มีเสียงตอบสำหรับคำถาม แต่พลันสายตาของพวกเราก็พบกับคนคุ้นเคยที่เดินออกจากกลุ่มคนเหล่านั้น ‘ป้าหวัง’ หรือนางสมหวัง สดคำปัง พนักงานแม่บ้านของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดินหอบหิ้วถุงขนาดใหญ่ เรียกว่าเดินตัวเอียงมาทีเดียว

“ป้าหวัง ขนอะไรมาเยอะแยะครับ”

“กับข้าวจ๊ะ ซื้อมาจากรถซาเล้งตรงนั้น ”

“โห! แล้วซื้อมาทำอะไรตั้งเยอะ เท่าไหร่ครับนี่ หมดหลายตังค์สิป้า”

“เขาฝากซื้อ แพงที่ไหน ทั้งถุงนี้ 40 บาทเอง เขาเอาของจากบาตรพระมาขาย”

สิ้นเสียงบอกเล่าจากป้าหวัง ผมและเพื่อนเจ้าของวันเกิด จากหน้าสดอิ่มบุญ ก็เปลี่ยนเป็นเฉาลงแบบทันตา จะไม่ให้รู้สึกเฉาลงได้อย่างไรกัน ก็ของที่เราทำบุญกันหน้าวัด ถูกขนย้ายสู่หลังวัด แปรรูปเป็นเงินเข้ากระเป๋าพ่อค้าเสียแล้ว

เริ่มต้นการสืบสวน

จมูกไวต่อข่าว ( a nose for news) คือ 1 ใน 15 ข้อของคุณสมบัตินักข่าวที่ดี จากข้อนี้เอง เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 05.30 น. เป็นอีกปรากฏการณ์ของทีมหอข่าวเราคือการตื่นเช้ามาตามข่าว

6.30 น. ทีมผู้สื่อข่าว “หอข่าว” บนรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างตามท้ายรถตุ๊กตุ๊ก ที่บรรทุกพระสงฆ์ 1 รูปมุ่งหน้าสู่ ตลาดสดห้วยขวาง นาทีนี้สองข้างถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เบ่งบานไปด้วยรอยยิ้มอิ่มบุญ ของพุทธศาสนิกชน ผู้ศรัทธาต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกแววตาต่างมุ่งหวังให้บุรุษผ้าเหลืองนามว่า ‘สงฆ์’ เป็นสื่อกลางส่งต่อแรงศรัทธาสู่พุทธองค์

7.45 น.รถตุ๊กตุ๊กทั้งคันเต็มไปด้วย อาหารจากการทำบุญ จนล้นออกมานอกคัน พระเพียงรูปเดียวกับอาหาร 1 คันรถ มีความเป็นไปได้ต่ำ ที่พระสงฆ์จะสามารถฉันของที่ได้มาจนหมด
ที่วัดหลวงพ่อเณร ทีมนักข่าว “หอข่าว” อีกทีมได้ประจำการณ์รออยู่แล้ว รถตุ๊กตุ๊กคันดังกล่าววิ่งเข้าสู่วัด พุ่งตรงไปยังศาลาหลังวัดในทันที เด็กวัดหลายคนช่วยกันลำเลียงของลงจากรถในทันที ส่วนพระสงฆ์ ก็เดินมาเลือกอาหารพอที่จะฉันและเดินกลับไปที่กุฏิ ทันที

ทีมนักข่าวหอข่าว ยังคงเดินวนเวียนอยู่ในวัด แสร้งว่าเป็นแขกที่มาร่วมงานบวชพระใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวัด ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นางชูจิตร บุญบัญชาโยมอุปฐากประจำวัดหลวงพ่อเณร เธอเล่าว่า

“ ของส่วนใหญ่ที่ได้จากการบิณฑบาตรนั้นพระท่านจะยกให้ เด็กวัดเอาไปแบ่งกัน พระเขาหยิบไปแต่พอฉัน ”

เวลา 8.15 น. ภาพที่ทำให้ทีมข่าวทุกคนถึงกับตะลึงคือ เริ่มมีเด็กวัด ซึ่งดูจากอายุไม่น่าจะเรียกว่าเด็ก เพราะแต่ละคนอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 30ปี ยิ่งกว่านั้น บางคนยังสวมใส่ชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทุกคนบ้างก็หิ้วกระสอบใส่อาหารถุงจนเต็ม บ้างก็หอบหิ้วถังสังฆทานที่ล้นไปด้วยอาหารจากบาตรพระ

เด็กวัดที่อายุไม่เด็ก ทะยอยเดินออกจากวัดทางประตูหลัง บริเวณซอย ประชาสงเคราะห์ 22 ซึ่งตอนนี้เอง ที่ถึงจุดเฉลยว่าแท้จริงแล้ว อาหารที่ป้าหวัง หอบหิ้วถุงโตจนตัวเอียง ในราคา 40 บาท มีที่มาเป็นอย่างไร

นายจวบ พ่อค้าคนกลาง ที่สวมวิญญาณเสือ(นอนกิน)บนรถซาเล้งคันแดง รอรับของจากบาตรพระซึ่งขนส่งโดยทีมมดงานพันธุ์เด็กวัด ภาพสะท้อนใจ “หอข่าว” ทุกคนอีกอย่างคือ อาหารทั้งกระสอบ ท่าทางการขนส่งที่ไม่อาจเรียกได้ว่าถือ แต่มันคือการแบก

พ่อเสือลายบาปควักเงินเป็นค่าตอบแทนให้มดงานเป็นธนบัตรใบสีแดง อนิจจา อาหารทั้งกระสอบนี้น่าจะจำหน่ายได้ราคากว่าพันบาท แต่กลับแลกเงินได้จริงเพียง 100 บาทหรือ

ผู้สื่อข่าวซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลังหอพักแห่งหนึ่ง และเดินวนเวียนอยู่บริเวณที่มีการขายอาหารอยู่หลายวัน เพื่อเจตนาให้ พ่อค้าคนดังกล่าวคุ้นชินกับหน้าตา จนเข้าถึงวันที่4 ผู้สื่อข่าวพร้อมเทปบันทึกเสียงในกระเป๋าเสื้อ จึงเดินเข้าเป็นหนึ่งในลูกค้าของนายจวบทันที

“ขายยังไงนี่ลุง”

“เลือกเอาเหอะ เอาให้พอใจ ลุงคิดไม่แพง”

ถุงพลาสติก ขนาดกลางและเต็มไปด้วยข้าวปลาอาหาร ทั้งคาวหวาน กว่า 15 ถุง ประมาณราคาตามท้องตลาดน่าจะซัก 200 บาท

“เอาแค่นี้จะพอเหรอ”

ด้วยความที่ผู้สื่อข่าวกลัวว่าเงินที่เตรียมมาจะไม่พอจ่ายค่าอาหาร จึงตอบไปในทันทีว่า

“พอครับ พอแล้ว เดี๋ยวจะกินไม่หมด”

“เอาแค่ 20 บาท”

“ทำไมถูกจังเลยครับลุง”

“ถ้าราคาไม่ถูกใจ ลุงจะขายมาตั้ง 3ปี เหรอ” (ฮ่าๆๆๆ)

เวลา 3 ปีกับรายได้จากธุรกิจศรัทธา อย่างนี้ไม่ใช่หรือที่เรียกว่า ‘บาป’ นายจวบเล่าให้ฟังอีกว่า ตนสามารถสร้างได้จากธุรกิจนี้ กว่า 2หมื่นบาท ต่อเดือน

จะมียี่ปั๊ว(พ่อค้าคนกลาง)ใดในไทยที่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันแต่สามารถสร้างรายได้ กว่า 2หมื่นต่อเดือน

เสียงสะท้อนจากคนหาเช้าไม่พอกินค่ำ

อีกเสียงหนึ่ง ที่ฟังแล้วแล่นเข้าสู่ใจของผู้สื่อข่าวทุกคนในทีมคือเสียงของยายวิบูลย์ กริ่มประโทน สาวร่างเล็กวัยกว่า 70 ปี ริ้วรอยที่ปรากฏอยู่ทั่วร่าง หลังที่เริ่มค่อมลงจากอายุที่มากขึ้น จ้วงมือที่สั่นเทาลงในกอง หยิบยื้ออาหารมาใส่ถุงอย่างเชื่องช้า คิดว่าคงหยิบพอกินทั้งวัน นายจวบคิดราคาให้กับเธอเพียง 5 บาท
ถ้ามองกันเผินๆ นี่คงเป็นความดีเดียวที่เราทุกคนมองเห็นจากพ่อค้าคนเก่งในช่วงเวลานี้ แต่จริงๆ แล้วยายวิบูลย์ ควรได้อาหารบุญนี้ฟรีถึงจะถูก

ยายวิบูลย์ เล่าว่า เธอมีอาชีพเก็บของเก่า อยู่ในบริเวณประชาสงเคราะห์ ทุกเช้าเธอจะมารอซื้ออาหาร ก่อนออกไปเก็บขยะขาย นาทีนี้เรารู้ได้ทันทีว่าผิวดำที่แห้งกร้านของเธอมีที่มาจากอาชีพที่เธอทำ

“ถ้าไม่มีของถูกอย่างนี้มาขาย แล้วยายจะมีข้าวที่ไหนกิน ขายของทั้งวันยังได้ไม่ถึง 20 บาทเลย”
ถ้าไม่มีขบวนการอุบาทว์นี้ 5บาทของยายวิบูลย์ ควรเป็นค่ายาในยามป่วยมิใช่หรือ

ขณะที่นายธนู การประกอบ ช่างก่อสร้างที่มาเลือกซื้ออาหาร ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ตนอพยพครอบครัวมารับจ้างในกรุงเทพมหานคร ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็สูงขึ้น แต่การมาซื้อออาหารราคาถูก ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัวลงได้มาก

เสียงวิพากษ์จากผ้าเหลือง

พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พระนักเทศน์ชื่อดัง แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด จัดว่าเป็น มิจฉาวนิชชา คือ อาชีพที่ชาวพุทธไม่ควรทำ เป็นการค้าขายที่ผิดและไม่ชอบธรรม

“ ของจากการบิณฑบาตร ที่ไม่เอาไปทำประโยชน์ แต่กลับปล่อยให้มีการหากำไรส่วนตัว อย่างนี้พระเอง ก็ไม่สมควรบิณฑบาตรเอามาก ถ้าจะให้ดีควรเอาของที่เหลือจากฉันไปสงเคราะห์ให้คนที่ยากไร้จึงจะดี ”
นอกจากนี้พระพยอมยังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้องโทษที่ประชาชนไร้วิจารณญาณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้วงจรแบบนี้ยังดำเนินอยู่ได้

ด้านพระศรีญาณโศภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า กาญจนาภิเษก ให้ความเห็นว่าบรรดาญาติโยมที่มาใส่บาตร ยังคงได้บุญ เพราะของที่ได้มาเป็นของบริสุทธิ์ ผู้รับและผู้ให้ได้บุญแน่นอน

ในฐานะที่เราทุกคนเป็นชาวพุทธ มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาเดียวในโลกนี้ที่เริ่มต้นวันใหม่ด้วย ‘การให้’ เห็นได้จากเมื่อยามฟ้าสางวันใหม่

คนไทยใจบุญมักเตรียมข้าวร้อนแกงอุ่นมัดถุงรอใส่บาตร อย่างศรัทธาด้วยหัวใจ เพราะพวกเขาต่างมีสำนึกเป็นหนึ่งเดียวกันว่า การตักบาตรเป็นการให้ที่ดีที่สุด เพราะต่างคนต่างได้ ด้วยใจศรัทธา การให้ข้าวปลาอาหารที่ถูกตอบแทนด้วยการให้เป็นพรกลับมา ทำให้ศรัทธาก่อเกิดฝังรากหยั่งลึก เป็นบุญกุศลที่ติดตัวเรื่อยไป

อย่างนี้ถึงจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘บุญ’

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เรือริมทาง...


เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว เราจะย้อมสีอะไรลงไปก็ง่าย ครอบครัวแต่ละครอบครัวอบรมเลี้ยงดูลูก ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อแม่จะปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องให้ลูกเสมอ แต่ในเมื่อผ้าขาวนั้นได้ถูกเปลี่ยนสีไป เราจะช่วยสังคมนี้อย่างไร

สังคมที่ไม่ยอมรับเด็กที่มีปัญหาและปล่อยให้เป็นเหมือน “ขยะสังคม” อาจเป็นการปิดกั้นโอกาสกำลังของชาติ ซึ่งในสักวันหนึ่งขยะสังคม มีส่วนพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าก็ได้

เด็กมีปัญหาไม่ใช่แค่ครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่สภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ การชักจูงของเพื่อน สังคมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เด็กที่ถูกเลี้ยงมาเป็นย่างดี เมื่อถูกแนะนำไปในทางที่ไม่ดีก็ทำให้เสียคนได้เช่นกัน
การปลูกฝังให้เด็กมีความเข็มแข็งอยู่รอดในสังคมอย่างไม่หวาดกลัวเป็นสิ่งที่ พ่อ แม่ควรกระทำ ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดวิวัฒนาการใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา คนในสังคมที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน มีจิตใจโหดเหี้ยมเกินกว่าเด็กไร้เดียงสาจะรู้เท่าทันและอาจโดนหลอกได้

จุดเริ่มต้น ของความผิดพลาด

เด็กน้อยตากลม นอนอยู่บนเปล ถือขวดนมช่างเป็นภาพที่น่ารัก มีเสียงพ่อที่ยังหนุ่มกล่อมอยู่ข้างๆเปล ร้องเพลงที่ตอนเราเด็กๆก็เคยได้ยิน “แมวเอย แมวเหมียวรูปร่างปราดเปรียวเป็นหนักหนา ร้องเรียก เหมียวเหมียว ประเดี๋ยวก็มา เข้าแข้งเข้าขาน่าเอ็นดู” เป็นเสียงเพลงที่ไพเราะ จะนานสักแค่ไหนเพลงนี้ก็ไม่เคยล้าสมัย


แต่มีคำถามหนึ่งอยู่ในใจเราเมื่อพบกับคุณพ่อคนนี้ คือทำไมคุณพ่อยังดูเด็ก แล้วเด็กที่คุณพ่อกล่อมจนหลับมีอายุเท่าไร มีคำถามมากมายที่อยากจะถามคุณพ่อคนนี้ แต่ผมจะเริ่มคำถามไหนดีละ ผมจึงพูดคุยกับคุณพ่อคนนี้ ด้วยการถามคำถามแรกว่าลูกคุณน่ารักดีนะครับ เราตีสนิทและพูดคุยกันอย่างถูกคอ


นับจากการพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ทำให้เราได้รู้ว่า การเป็นพ่อเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนจะเริ่มการเป็นพ่อเด็กต้องเตรียมตัวในการเป็นพ่อที่ดี และมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ต้องดูแลปกป้องครอบครัวให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆที่ย่างก้าวเข้ามา และต้องการปลูกฝังให้ลูกเป็นคนดี


ผมมีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อลูกอ่อนคนนี้เป็นการส่วนตัว เด็กหนุ่มร่างผอมสูง ตัดผมแนวเกาหลีทันสมัย เปิดใจเล่าถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต


“เด็กผู้ชายคนหนึ่งใช้ชีวิตปกติเหมือนวัยรุ่นทั่วไปจนอายุได้ 19 ปี แล้วก็เกิดการทำผิดพลาดครั้งใหญ่” เป็นเสียงของคุณพ่อวัยรุ่นคนนี้ที่ได้พูดคุยถึงชีวิตของเขาที่มีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย และคุณพ่อวัยรุ่นคนนี้มีชื่อเล่นว่า “บอย”


บอยเล่าว่า บอยรักสนุกจนไม่ได้ป้องกันอะไรเลย แต่ไม่ใช่ว่าบอยจะมีอะไรกับผู้หญิงโดยไม่ป้องกัน เพียงแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งบอยไม่ได้ป้องกัน

แฟนของบอยคบกับบอยมานานพอสมควร จนเกิดความไว้ใจกัน และในวันนั้นไม่ได้ป้องกัน จนผลที่ตามมา คือ แฟนของบอยท้อง

สิ่งแรกที่บอยทำคือ ต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่ทำ ซึ่งในตอนแรกบอยคิดแก้ปัญหาโดยการเอาเด็กออกเหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดอีกที เมื่อเป็นคนสร้างปัญหาขึ้นมา ต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้ให้ได้
ในที่สุดบอยเอาเด็กไว้ จนทุกวันนี้ลูกของบอยอายุ 1 ขวบกว่าๆ แล้ว ทำให้บอยมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ทุกวันนี้บอยต้องเรียนไปด้วย เลี้ยงลูกด้วย ชีวิตของบอยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก สิ่งที่บอยเคยทำคือ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวกลางคืน ติดเพื่อน ทุกวันนี้สิ่งเหล่านั้นบอยเบาลงไปมาก

บอยตัดทุกๆอย่างเพื่อลูกของบอยได้ บอยคิดว่าที่ทำได้ทุกวันนี้ เพราะมีตัวอย่างที่ดีให้บอยดูนั่นคือ พ่อ แม่ ของบอยเอง ท่านทั้งสองมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูงมาก เพราะต้องเลี้ยงลูกถึง 5 คน ซึ่งบอยเป็นลูกคนโต ท่านทำหน้าที่เป็นเสาหลัก ของครอบครัวได้ดีมาก

เมื่อก่อนแม่บอยติดการพนัน ส่วนพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เมื่อท่านมีลูกแล้ว ท่านสามารถตัดสิ่งเหล่านั้นไปจากชีวิตได้และไม่หันกลับไปแตะต้องมันอีกเลย

สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่บอยได้รับจากพ่อแม่ก็ได้ บอยจึงมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมมาก และบอยก็ถือคติที่ว่าต้องเลี้ยงลูกของบอยให้โตเป็นคนดีให้ได้..

แหละนั่นเป็นความในใจส่วนหนึ่งของคุณพ่อวัยเยาว์ ผู้กำลังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เหมือนเช่นพ่อแม่วัยละอ่อนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และมัธยมศึกษา

"..เมื่อเราตกลงใจเอาลูกไว้ ผมกับแฟนเดินเข้าไปกราบขอโทษพ่อแม่ของพวกเรา พร้อมทั้งเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด ท่านร้องไห้เสียใจ แต่โชคดีมากที่ท่านเตือนสติไม่ให้เราคิดสั้นทำผิดพลาดครั้งสอง ท่านให้กำลังใจในการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี..

"แฟนผมตัดสินใจดรอปพักการเรียนไว้ ตอนแรกผมจะลาออกไปหางานทำ แต่เธอขอให้ผมเรียนจบก่อน ตอนนี้เหลืออีกแค่ 2 ปีเท่านั้น ผมตั้งใจว่าถ้าเรียนจบหางานทำจะให้แฟนผมกลับมาเรียนใหม่ให้จบเหมือนกัน.."

กรณีของหญิงตั้งครรภ์ในวัยเรียน ส่วนใหญ่ถ้าตัดสินใจไม่ทำแท้งก็มักจะลาออก หรือแค่หยุดพักการเรียนเป็นการชั่วคราว เหตุผลส่วนหนึ่งนอกจากอับอายเพื่อนฝูงแล้ว ก็เป็นเพราะสถาบันการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียน นักศึกษาอุ้มท้องโย้มาเรียนหนังสือ ในขณะที่ฝ่ายชายสามารถไปเรียนได้ตามปกติ


แต่ในปัจจุบันมีโครงการ หนองชุมแสงวิทยา ขอโอกาส หนึ่งเดียวในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือนักเรียนที่ไม่สามารถเรียนได้ ซึ่งทางโรงเรียนหนองชุมแสงเป็นหนึ่งเดียวที่อนุญาตให้นักเรียนที่อุ้มท้องมาเรียนได้ตามปกติ


โรงเรียนเด็กเหลือขอ

ก้าวแรกที่เข้าสู่โรงเรียนหนองชุมแสงวิทยา ณ 318 หมู่ 4 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเปรียบเหมือนบ้านหลังใหม่ของเยาวชน ชาย หญิง ที่เคยก้าวผิดพลาดในชีวิต โดยใช้หลักความเข้าใจพื้นฐานความเป็นมนุษย์มาเยียวยารักษาและปูพื้นฐานจิตใจให้แข็งแรงพร้อมสร้างชีวิตใหม่ของวัยรุ่นที่ก้าวพลาดให้เดินในทางที่ถูกต้อง


“หนองชุมแสงวิทยา ไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นการเรียนการสอนที่โรงเรียนอื่นไม่มี”
โรงเรียนหนองชุมแสงวิทยาเป็นทางเลือกใหม่แทนการศึกษานอกโรงเรียนของวัยรุ่นที่บังเอิญใช้ชีวิต “ผิดช่วงเวลา” จนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียโอกาสทางการเรียนชั่วคราว ฉะนั้นโรงเรียนหนองชุมแสงวิทยาจึงไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป มีหลักสูตรการสอนที่เน้นความสนใจของเด็กเป็นหลัก


โรงเรียนแห่งนี้ถูกออกแบบมาด้วยความรัก ความเข้าใจและไร้ซึ่งการดูถูกเหยียดหยาม มีแต่การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน การได้รับความอบอุ่นนอกเหนือจากการเรียนมีค่ามากกว่าสิ่งใด สิ่งที่พบเห็นครั้งแรกเมื่อได้เดินเข้าไป คือ รอยยิ้มของความหวังดี ที่แสนอบอุ่นและเป็นรอยยิ้มที่มีแต่ให้ การต้อนรับที่เป็นกันเอง และไม่แสดงกิริยาท่าทางรังเกียจผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยียนทำให้มีความสุขที่ได้รู้จักโรงเรียนแห่งนี้


นายไมตรี ศรีสกุลไทย ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองชุมแสงวิทยา ชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และสร้างโอกาสที่หายไปจากเด็กเหล่านั้นให้กลับคืนมาอีกครั้ง


“ครูเป็นเหมือนเรือจ้าง เจอคนที่ตกมาจากเรือลำอื่นในฐานะ “เรือจ้าง” ซึ่งเห็นเด็กว่ายน้ำอยู่และต้องการความช่วยเหลือ เรือก็ต้องช่วยให้คนเหล่านั้นข้ามฝั่งไปให้ได้ ส่วนการเรียนการสอนนั้นเน้นให้เด็กจบไปดำรงชีวิตได้มากกว่าความเป็นเลิศทางวิชาการ”


ป้ายข้างฝาผนังถูกติดด้วยภาพถ่ายกิจกรรมต่างๆ แต่มีภาพหนึ่งที่สะดุดความสนใจ คือ เยาวชนอาสา การศึกษานอกโรงเรียน สีหน้าท่าทางของเด็กต่างสนุกสนานกับการทำกิจกรรมอาสา ที่เปี่ยมไปด้วยความสุข การทำกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนที่ให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมเป็นการสอนให้เด็กมีความสามัคคี รักชุมชน และสังคม


โรงเรียนหนองชุมแสงวิทยา ได้จัดทำโครงการหนึ่งคือโครงการ น.ส.ว. ขอโอกาส เป็นการจัดโครงการโดยการนำเอาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาดำเนินจัดการเรียนการสอน ลักษณะเด่นของโครงการ น.ส.ว.ขอโอกาส คือ เลือกมุ่งเน้นให้โอกาสแก่ทุกคนในทุกปัญหาที่เน้นความต้องการของผู้เรียน เริ่มตั้งแต่เขียนใบสมัคร ใบมอบตัว ข้อมูลของผู้สมัคร หลังจากนั้นต้องทำสัญญาการเป็นนักเรียน ที่สำคัญต้องมีคุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครองตัวจริงมายืนยันการเข้าเรียน


ปัจจุบันโรงเรียนเปิดสอนม.1-6 และระดับ ปวช. ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวในปัจจุบันที่เปิดรับเด็กมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเด็กตั้งครรภ์ เด็กเกเร มีปัญหาทางครอบครัว และเด็กที่มีเพศสัมพันธ์แล้วอยู่ด้วยกันเป็นคู่ตามบ้านเช่า โดยเด็กเหล่านี้ถูกผลักดันให้ออกจากโรงเรียน


ปัญหาที่สำคัญของเด็กเหล่านี้ คือ การขาด “กำลังใจ” เนื่องจากครูจากโรงเรียนอื่นมาดูงานกว่า 20 โรงเรียน ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจแล้วมาพูดให้นักเรียนเสียกำลังใจ และมองว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำ เพราะสอนปกติก็ไม่มีเวลาอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเน้นเป็นเลิศทางวิชาการ ที่ผ่านมานักเรียนที่จบไปแล้วกว่า 200 คนส่วนใหญ่เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย


นางวิไลพร ดำสะอาด หัวหน้าโครงการพิเศษ น.ส.ว. ขอโอกาส เผยถึงปัญหาสูงสุดที่พบว่า ปัญหา ชู้สาว ตั้งครรภ์ ทะเลาะวิวาท วิ่งราว ปัญหาความอยู่รอด เด็กเที่ยว เป็นหน้าที่ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาให้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น คือ อุดมการณ์ครูผู้สอน


ตรงประเด็นนี้ กระทรวงศึกษาธิการน่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน เพราะในหลายๆประเทศมีมาตรการช่วยเหลือพ่อแม่วัยเยาว์กลุ่มนี้ แต่ของไทยการบริหารจัดการ ให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนยังมีอยู่น้อย


แม้ทางภาครัฐเริ่มส่งเสริมความรู้ในเรื่องเพศศึกษา ทั้งในด้านคุมกำเนิด รวมถึงการให้แง่คิด การใช้ชีวิตของวัยรุ่นยุคใหม่ อย่างในต่างประเทศมีการแจกถุงยางอนามัย หรือยาคุมกำเนิด เพื่อให้วัยรุ่นมีความรู้ในเรื่องเพศศึกษามากขึ้น แม้แต่พ่อแม่ที่ผิดพลาด อาจให้กำเนิดลูกอ่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ จะมีการให้ความรู้ดูแลคุณแม่มือใหม่ตั้งแต่แรกครรภ์ จนถึงหลังคลอดเลยทีเดียว

หลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่วัยทีน การเลี้ยงทารกวัยเยาว์มักต้องการที่ปรึกษาจากคนมีความรู้ เพราะถ้าปล่อยให้เลี้ยงดูตามลำพังกันเอง บางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ สิ่งสำคัญของพ่อแม่รุ่นใหม่ ตั้งสติให้ดีเข้าไว้ อย่ารีบเร่งจนตัดสินใจผิดพลาด สำหรับพ่อแม่ของวัยรุ่นท้องโย้ควรหันมาเข้าใจในตัวเด็กมากขึ้น พูดคุย แก้ปัญหา และช่วยเหลือถ่ายทอดความรู้ และจริยธรรม สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนกำลังใจที่เยี่ยมยอดและแรงผลักดันที่ดีให้เขาสามารถเดินต่อไปได้ในอนาคต

บนถนนสายชีวิตที่ได้มอบบทเรียนราคาแพงครั้งสำคัญของชีวิตไว้ให้กับพวกเขาเหล่านนั้น จะมีสถานที่ใดในโลก ที่ให้โอกาสมนุษย์ด้วยความรัก ให้การศึกษาด้วยหัวใจพองโต ที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
หากเราเปรียบครูเสมือนเรือจ้าง โรงเรียนหนองชุมแสงวิทยา ก็คงเปรียบได้กับ “เรือริมทาง” ที่จอดรับเยาวชนที่เดินทางผิด กำลังจะจมน้ำตายให้รอดจากชะตากรรมเลวร้าย และได้มีชีวิตใหม่ที่สดใสสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

คุณแม่จูเนียร์...ความเหมือนที่แตกต่าง

ต้องยอมรับว่าวัยรุ่นในปัจจุบันมีค่านิยมเสรีเรื่องเพศมากขึ้น จนลืมเลือนขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของสังคมไทย จนเกิดปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ในวัยเรียน สำหรับกรณีนี้มีมาตั้งแต่ครั้งอดีตและลุกลามมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนผู้ที่ต้องแบกรับปัญหาและสูญเสียสิทธิเสรีภาพที่สุดนั้นก็คือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และเด็กที่อยู่ในท้อง

วัยรุ่นที่พลาดตั้งครรภ์ในวัยเรียนก็ต้องออกจากโรงเรียนนั้นๆหรือโดนบีบให้ออกเพราะสังคมของเรารับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนเด็กที่เกิดมาก็ต้องดูแลไปตามเวรตามกรรม จึงน่าจะมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามาดูแล เพื่อที่เด็กจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนและมีพัฒนาการที่ดี อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ทุกวันนี้สังคมไทยจะมีก็แค่เพียง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

หากเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการตั้งครรภ์สูงสุดเมื่อเปรียบกับวัยรุ่นประเทศพัฒนาด้วยกัน ทางสหรัฐได้มีการผลักดันแผนรณรงค์ระดับชาติและมีการช่วยเหลือวัยรุ่นตั้งครรภ์อย่างจริงจัง ผ่านเว็บไซต์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ภายใต้ความดูแลของรัฐบาลผ่านหน่วยงานต่างๆ อาทิ เครือข่ายสุขภาพวัยรุ่น เอชทีเอ็น(HTN) จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น อีกทั้งยังวางแผนปรับปรุงอนาคต ซึ่งมั่นใจว่าการรณรงค์ส่วนนี้จะช่วยให้เด็กเกิดเสถียรภาพทางครอบครัว

ขณะเดียวกันยังมี ทีเอ็นซี (The National Campaign)หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ ทำหน้าที่ปรับปรุงความเป็นอยู่ของครอบครัว เยาวชน และประเทศ โดยทำหน้าที่ป้องกันปัญหาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติของประชาชน โดยอาศัยสื่อของรัฐ และอิทธิพลผู้นำในแต่ละท้องที่ในการขีดเส้นใต้ขอบเขตของปัญหาพร้อมกับ แจกจ่ายโปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว ติดประกาศตามที่สาธารณะ เพื่อเตือนให้วัยรุ่นตระหนักถึงปัญหา

นอกจากนี้รัฐบาลยังมีส่วนส่งเสริมให้สถานศึกษามอบโอกาสแก่นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อตามปกติ ได้เช่น Marian Pritchett School รัฐ ไอดาโฮ เป็นโรงเรียนพิเศษสำหรับวัยรุ่นตั้งครรภ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เสริมสร้างทักษะการเลี้ยงดูเด็กที่คลอดอย่างถูกต้องและเหมาะสมอยู่ ด้านกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เน้นทักษะด้านอื่นๆ เช่น การเลี้ยงดูและกฎหมายครอบครัว

ศูนย์ตั้งครรภ์วัยรุ่น เมืองนิวเฮฟเว่น อีกหนึ่งโรงเรียนสำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ มีกำหนดการ ปฏิทินการศึกษา และหลักสูตรตามปกติ ด้านบริการสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพครบวงจร พยาบาลจะเป็นผู้นำด้านความรู้การดูแลตนเองก่อนคลอด ตรวจสอบหมายนัดของแพทย์ ตลอดจนนักจิตวิทยาที่คอยให้คำแนะนำ
ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาทางเลือกอย่างอื่นอีก เช่น โฮมสคูล เดย์แคร์ การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความต้องการของแม่วัยรุ่น

จะเห็นได้ว่าต่างประเทศเขามองปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขและดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ยังคงมองข้ามเด็กและแม่วัยรุ่นที่ประสบกับปัญหา อย่างไรก็ตามการให้ความรู้หรือการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องเพศสัมพันธ์แก่วัยรุ่น จะช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาการมีเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้ รวมถึงเสริมสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบให้แก่เยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นวัยรุ่นในอนาคต และที่สำคัญหากจะมีหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนเข้ามาช่วยดูแลให้คำปรึกษาแก่คนที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนก็จะยิ่งดีไปใหญ่

วัยทีนท้องเกลื่อนเมืองทำแท้งทิ้งเรียนเลี้ยงลูก


สลด! พบ นร.-นศ.ตั้งครรภ์พุ่ง วัยโจ๋แก้ปัญหาตัดช่องน้อยทำแท้ง ทิ้งโรงเรียนเลี้ยงลูก “ปลัด พม.” ชี้ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุขต่างๆเป็นเหตุทำให้เกิดปัญหา “กระทรวงศึกษาธิการ.” เผยไม่มีนโยบายไล่นร.-นศ.ท้องออกจากสถาบัน แนะต้องพักการเรียนเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กที่อยู่ในท้อง

สืบเนื่องจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552 เสนอถึงปัญหาวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเพิ่มขึ้นส่งผลทำให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งผลสำรวจระหว่างปี พ.ศ.2544-2552 พบว่าการตั้งครรภ์ในสตรีวัยรุ่นเพิ่มขึ้นจาก 10% มาเป็น 40% นอกจากนี้จากรายงานของโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่าสถิติวัยรุ่นคลอดลูกวันละ 140 ราย เฉลี่ยปีละ 5 หมื่นราย ส่วนใหญ่ท้องโดยไม่ตั้งใจ เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร


การตัดสินใจของวัยรุ่น


นางสาวลำเจียก (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง เปิดเผยความรู้สึกของตนว่า จากประสบการณ์การตั้งครรภ์ก่อนกำหนด คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการปรึกษากับผู้ปกครอง เพราะปัญหาวันรุ่นท้องก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องใหญ่เกินไปสำหรับคนสองคนที่ต้องตัดสินใจกันเอง จะเห็นได้วาหลายๆคู่ที่หนีปัญหาไม่กล้าสู้หน้าผู้ใหญ่และส่วนมากจะตัดสินใจโดยการทำแท้ง ซึ่งตรงนี้ส่งผลกระทบไปยังเด็กที่อยู่ในท้อง

นางสาวลำเจียก กล่าวต่ออีกว่า ในตอนแรกที่รู้ว่าตั้งครรภ์มีความเครียดมากและยอมรับว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่โชคร้าย เนื่องจากแฟนหนุ่มเมื่อรู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นจึงขอเลิกและไม่รับผิดชอบอะไรเลย จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะเผชิญกับผลกระทบต่างๆที่จะเจอในอนาคต แต่ก็จะทำไห้ดีที่สุด จึงอยากให้สังคมเปิดโอกาสยอมรับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะคนที่ทำผิดพลาดย่อมต้องการโอกาส และกำลังใจ

นางสาวอั้ม (นามสมมติ )อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าตั้งท้องจึงปรึกษากับแฟนหนุ่มของตน โดยไม่มีความคิดที่จะปรึกษาพ่อแม่เลยเพราะกลัวว่าจะถูกดุและโดนทำโทษ เลยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมาประมาณ 7 เดือน แต่ในที่สุดพี่สาวของตนก็จับได้ จึงตกลงกันและแก้ไขปัญหาโดยการทำแท้ง เมื่อไปตรวจแพทย์ก็ ไม่สามารถเอาเด็กออกได้ เพราะมีอายุครรภ์ 7เดือน ซึ่งมากเกินไปสำหรับการทำแท้งและอาจทำให้เกิดอันตรายต่อตนและลูกในท้อง จึงทำให้ต้องเก็บเด็กในท้องเอาไว้และบอกความจริงกับพ่อแม่ในที่สุด

“ รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อได้บอกความจริงกับที่บ้าน แต่เราก็ต้องเจอกับปัญหาที่จะตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนเพราะตอนนี้หนูก็ออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็ให้แฟนเรียนต่อ และอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเจอคือ การเลี้ยงลูกเพราะเราเองก็เป็นคุณแม่มือใหม่กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ แต่ปัจจุบันก็เริ่มปรับตัวได้แล้วเพราะมีคุณแม่เคยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ” นางสาวอั้ม กล่าว

ขณะที่นายหวาย ( นามสมมติ ) นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนของนางสาวอั้ม ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า จากเป็นหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนกำหนด ตนเป็นหนึ่งคนที่ประสบกับปัญหานี้ และเห็นว่าการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งตนและแฟนสาวก็เกือบเป็นอีกคู่ที่ตัดสินใจในทางที่ผิด ทั้งนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือการหันหน้าชนกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

“ ตอนนี้ผมและแฟนเราได้มีลูกด้วยกัน 2 คน และการดำรงชีวิตในตอนนี้ค่อนข้างจะลงตัวเพราะได้รับคำปรึกษาจากพ่อแม่และการช่วยเหลือจากท่านทั้งสอง ส่วนปัญหาที่ต้องเจอในตอนนี้คือการแบ่งเวลาเรียนและเวลาให้ครอบครัว เพราะผมต้องเรียนไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วย ถ้าถามว่าเหนื่อยหรือเปล่าก็เหนื่อยครับแต่ต้องทำเพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา และที่สำคัญปัญหาเหล่านี้เราเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง เราจึงต้องรับผิดชอบ"นายหวายกล่าว

ด้านนางลำดวน (นามสมมติ) ผู้ปกครองของนางสาวอั้ม ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกตกใจและเสียใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะกว่าตนจะรู้ความจริงลูกสาวก็ท้องได้ 7 เดือนแล้ว และเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากที่ลูกสาวท้องก่อนวัยอันควร เนื่องจากสังคมในปัจจุบันยังไม่ยอมรับกับปัญหาวัยรุ่นท้องก่อนกำหนด แต่ต้องทำใจและยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุดคือต้องช่วยกันแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว

“ เราต้องมีสติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเรามัวแต่เสียใจและใช้อารมณ์ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลต่อครอบครัว และจะทำให้ครอบครัวของเรามีปัญหา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อให้สภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ของลูกสาวให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมในอนาคตได้ และให้เด็กที่อยู่ในท้องคลอดออกเป็นที่ที่มีคุณภาพในอนาคต ” นางลำดวน กล่าว